ตอนนี้ผมพยายามจะลุกขึ้นมา edit ฟิกของผมอีกรอบ ครั้งที่แล้วไม่ได้ใส่เนื้อหาลงไป
ก็ขอลบเอนทรี่นั่นทิ้งเลยแล้วกันครับ
เริ่มกันใหม่เลยดีกว่า !
ด้านล่างนี้คือนิยายที่ผมแต่งไว้เอามันส์ครับ หนึ่งในงานอดิเรกของผม
หลังจากที่การวาดกลายเป็นงานอาชีพไปแล้ว หุๆ
Siamwarrior เป็นนิยายประกอบเกม Siamwarrior online ซึ่งผ่านมาชาติหนึ่งแล้ว
ยังไม่ออกมาเป็นรูปเป็นร่างเสียที แต่ถ้าคิดว่าไม่มีทาง ก็คงจะไม่มีทางจริงๆ
ดังนั้นถ้ามันออกเป็นเกมส์ไมไ่ด้ ก็ขอให้เนื้อหาของมันประจักษ์ในสายตาของเพื่อนฝูง
หน่อยเถ๊อะ !
ยังไงก็ขอความเห็นด้วยนะครับ !
ฝาก Link อันนี้ไว้ด้วยทีเดียวเลย
=======================================================================
ปฐมบท แห่ง มหาสงคราม
ศักดิ์สิทธิ์
.
.บนแผ่นดินอันแสนกว้างใหญ่ไพศาลหรือจะเรียกว่าโลก. .
“ สยาม ” คือนามของดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ อันเป็นแหล่งรวม
แห่งสรรพชีวิตทั้งปวง
แม้ต้นกำเนิดของชื่อนี้จะไม่แน่ชัด แต่ว่าทุกสรรพสิ่งต่างก็รำลึกและรับ
รู้ว่าผืนแผ่นดินที่ตนเหยียบย่ำอาศัยอยู่นี้มีนามว่าอะไร
. .
ราวกับว่าเป็น
นามศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้า
จนกระทั่งเมื่อสิ่งมีชีวิตที่ชื่อว่า “ มนุษย์ ” ได้ถือกำเนิดขึ้นมา
ความโกลาหลวุ่นวาย
จนกลายเป็นการห้ำหั่นสั่นสะท้านแผ่นดินได้
ปะทุขึ้น
!
กินเวลายาวนานหลายร้อยหลายพันปี. .
ด้วยอาคมอันแข็งกล้า ศาสตราวุธอันทรงพลัง
และเทพยดาสัตว์
อสูรรับใช้ผู้กระหายสงครามทั้งหลาย กาลเวลาได้กลั่นกรองผู้ที่เข้มแข็ง
ที่สุดมา ๓
ฝ่าย ที่ตั้งตนจากเผ่าเล็กๆจนต่างเป็นมหานครกว้างใหญ่มี
อาณานิคมมากมายหลายแคว้น ได้แก่
ไสยวินนคร มหานครที่สุดแห่งเวทมนตร์คาถาอาคม
และศาสตร์มืดทุกแขนง
ในระดับจักรพรรดิ์จะมีอาคมวิเศษลึกลับคู่บ้านเมือง
อันน่าเกรงขามและทรงอานุภาพแม้ข้าศึกที่แข็งแกร่งยังต้องยำเกรง
ศาสตรานคร นครแห่งศาสตราวุธอันทรงพลัง
อันเต็มไปด้วย
ตำรายุทธ์ การหลอมโลหะ
ผสมผสานนวโลหะจนไปถึงสุดยอดอาวุธ
ยุทโธปกรณ์ทั้งหลาย เมื่อเปรียบเทียบทั้ง
๓ นครนี้ศาสตรานครถือว่า
เป็นนครที่กระหายสงครามและชื่นชอบการเข่นฆ่าอย่างที่สุด
ศาสตราวิเศษของเมืองนี้ สามารถทำลายได้แม้กระทั่งเวทมนตร์อาคมดำ
ตลอดจนเหล่าเทพยดาและอสูรเทพ
สุดท้ายคือ ไพรพณานคร มหานครแห่งเสียงเพลง
ธรรมชาติอันเขียวชอุ่มและความรื่นรมย์แห่งสรรพชีวิตที่อยู่ร่วมกันมาช้านาน
นครที่หวังสันติสุขและต้องการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ แต่อุดมการณ์
ที่ไม่อาจจะอยู่ร่วมกันได้กับอีกสองนคร ทำให้จำต้องหาวิถีทางเพื่อสร้าง
ความปลอดภัยแก่เหล่าผสกนิกรทั้งหลาย ด้วยท่วงทำนองสังหาร
เสียงดนตรีขับกล่อมประสาทให้เดือดพล่านในสนามรบ อำนาจโบราณ
ของเหล่าสัตว์เทพหิมพานต์
และสิ่งมีชีวิตผู้ที่อยู่มาก่อนประวัติศาสตร์ที่
คอยช่วยปกปักรักษาดินแดนที่อุดมสมบูรณ์นี้เอาไว้
แต่แล้วตำนาน
“
ไตรเทวอสูร ” ผู้หลับใหลก็บังเกิดขึ้น
เมื่อ
ไพรพณานครได้สถาปนามหากษัตริย์องค์ใหม่ ด้วยความคิดหมายจะ
ครองแผ่นดินทั้ง ๓
นคร เพื่อลบล้างอุดมการณ์แสนโบราณคร่ำครึ
เกี่ยวกับสันติสุขและได้ให้นิยามใหม่ว่า “
ความสงบสุขนั้นจะได้มา
หลังจากที่สามารถครองแผ่นดินได้เท่านั้น
ถึงจะสร้างมันได้
”
เหตุที่ทั้ง
๓ นครสามารถยืนหยัดรักษาตนได้มาตลอดนี้ส่วนหนึ่ง
เพราะความยำเกรงในด้านพลังแห่งของวิเศษที่เป็นความลับ ส่วนขีด
ความสามารถด้านการทหารของแต่ละนครนั้นถือว่าเป็นรอง ทำให้ไม่ว่า
จะเกิดสงครามกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ยังไม่สามารถที่จะยึดครองแต่ละฝ่ายได้
ด้วยเหตุนี้
จึงมีพิธีลึกลับเฉพาะไพรพณานคร บวงสรวงคืนชีพ
จอมอสูรขึ้น! หมายจะใช้เป็นอาวุธสงคราม
อันไร้ความปราชัย
แต่สิ่งตอบรับอันคาดไม่ถึงคือความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่จนเกือบถึงอวสานของ
สรรพชีวิตทั้งปวง สิ่งชั่วร้ายที่บังเกิดขึ้นมานั้นกลายเป็นมือที่ ๓
อันร้าย
กาจและขวัญผวาที่สุดในทวีปสยาม แผ่อาณาเขตแห่งความมืดมน ความ
ชั่วร้ายไปทั่วแผ่นดินกัดกร่อนทุกอย่างทั้งกับตัวไพรพณาเอง
ศาสตรานคร
และไสยวินนครก็ได้รับความเสียหายจนแทบไม่มีชิ้นดี
ทว่าเหตุการณ์นี้ทำให้บังเกิดผู้กล้าขึ้น
ในแต่ละนคร ทั้งจากการ
แต่งตั้ง การมุ่งสู่สันติภาพด้วยอุดมการณ์ความศรัทธาของตนเอง
แต่การที่จะต่อกรกับจอมอสูรได้จำเป็นต้องอาศัยอำนาจแห่งของวิเศษ
และกำลังของเหล่ามนุษย์ทั้งหลาย
นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์หน้าใหม่
ของการปกป้องสิ่งที่ตนเองรัก ศรัทธา และความสามัคคี ที่เริ่มจากจุดเล็กๆ
ของแต่ละเมือง เพื่อรวมพลังในการสู้รบกับความชั่วร้ายศัตรูที่แท้จริง. . .
เรื่องราวต่อจากนี้จะกล่าวย้อนไปถึงยุคสมัยของมหาสงครามนองเลือด
“ ไตรพินาศ
”
รวมไปถึงตำนานของเหล่าผู้กล้าตัวน้อยๆทั้งหลายและ
ความเป็นมาอันเป็นปัจจัยสำคัญของยุคนั้นก่อนเหตุการณ์ไตรเทวอสูร
.
.
ตอนที่ ๑ บทเริ่มของวายุ
“ รับไปสิ. . นี่คือสิ่งสุดท้ายที่ข้าจะมอบให้เจ้า ”
ในร่มไม้สูงใหญ่ในท้องทุ่งสีทองแสนกว้างขวาง. . .
เด็กชายผู้หนึ่งสะดุ้งขึ้นจากความฝัน ภาพภวังค์ติดตาจากเหตุการณ์ที่ไม่
อยากจะนึกถึงเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆในนั้น. . หลังจากที่งัวเงียสักพัก
เขาจึงค่อยปีนลงจากต้นไม้ ต้นไม้ต้นนี้เป็นต้นมะม่วงที่มีขนาดใหญ่กว่า
ต้นอื่นๆและเป็นที่พักพิงยามสายโด่งเป็นประจำ ทุกครั้งที่เขาตั้งใจจะโดด
เรียนดนตรี ทันทีที่ลงมาก็เหยียดแขนทั้งสองข้างบิดขี้เกียจแรงๆ
สายตาของเด็กชายมองไปข้างหน้าตรงไปจนสุดขอบฟ้าสูดอากาศสดชื่น
ของท้องทุ่ง รับแสงตะวันที่เจิดจ้ายามบ่าย
ณ ดินแดนแห่งนี้มีนามว่า “ ประจิมจักระนคร ” นครแห่ง
พืชพรรณธัญญาหารที่อุดมสมบูรณ์และชุ่มฉ่ำไปด้วยสายน้ำจาก
“ น้ำตกไพร ” ที่ไหลรินมาจากมหาจักรวรรดิ “ ไพรพณานคร ”
“ ว่าไงจ้ะ~ พ่อหนุ่มน้อย แอบโดดเรียนดนตรีอีกแล้วสิท่า ”
เสียงใสของเด็กสาวน่ารักคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะโดดเรียนมาเหมือนกัน
เธอมีผมสีน้ำตาลเข้มทอแสงตะวัน และด้วยผมสั้นๆดูเซอๆของเธอนี้ทำ
ให้รู้สึกถึงความเป็นสาวห้าวนิดๆ
“ เอ่อ. .ทำไมถึงรู้ว่าผมโดดเรียนมา อ่ะครับ ? ”
เด็กชายถามด้วยความสงสัยด้วยถ้อยคำสุภาพ
“ อย่าเซ่อสิยะ ก็เราโดดมาเหมือนกัน ฉันมานอนอยู่ใต้ต้นมะม่วงเนี่ย ”
เด็กสาวย้อนกลับด้วยเสียงดุนิดๆ แต่ทำเอาเด็กชายตกอกตกใจพอสมควรเลยล่ะ
เด็กชายเกาหัวนึกอยู่ซักพัก ด้วยลักษณะรุ่นราวคราวเดียวกัน อายุ
น่าจะสิบสองสิบสามเท่าๆกัน และแล้วก็เกิดนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“ อ๋อ! นี่คุณพิณนี่หน่า ผมจำได้แล้วคุณเป็นลูกของครูดนตรี ”
เมื่อเด็กชายพูดด้วยท่าทีที่นึกได้แล้ว
“ พิณ ” เด็กสาวผมสั้นก็ยิ้มแก้มปริและพยักหน้าให้
“ เอ. .ไหงถึงได้โดดวิชาของพ่อตัวเองอย่างงี้ล่ะครับ ”
เด็กชายกล่าวทักขึ้นมาด้วยท่าทีนึกขึ้นได้อีกครั้ง. . .
ตุบ !
หน้าของเขาก็ถูกเท้าเล็กๆของพิณกระทืบจมลงไปในดินทันที
“ เชอะ ! เรื่องนี้มันไม่เห็นจะเกี่ยวกับนายซะหน่อย ! ”
หน้าตาของสาวน้อยแดงก่ำแสดงว่าที่กระทืบไปทำไปด้วยความ
เขินอาย . . ( อย่างรุนแรง )
“ แค่กๆ ล. .แล้วทำไมต้องตื้บหัวกระผมจมลงพื้นดินด้วยละครับเนี่ย ! ”
เด็กชายพยายามแหงนศีรษะขึ้นมาพูดทั้งที่บาทาของพิณยังยันไว้อยู่
“ เอ่อคือว่าเราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน เรียกผมว่าข่า ก็ได้น่อ ~”
“ ข่า ” เด็กหนุ่มผมสั้นร่างกายผอมบาง พูดด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม
ไม่ทันขาดคำหน้าของเด็กชายก็ได้รับความอบอุ่นของพื้นดินอีกครั้งด้วย
บาทาเดิมของหนูพิณ
“ ฉันไม่ได้ถาม แล้วก็รู้อยู่แล้วย่ะ ว่านายอะชื่อข่า ”
อาการอายอย่างไร้สาระของหนูพิณ ดูน่ากลัวและรุนแรงกว่าที่ข่าคิด
“ อ้อ. . อีกอย่างนะ นายห้ามเอาเรื่องที่ฉันโดดไปเล่าให้พ่อฉันฟัง
เด็ดขาดล่ะเข้าใจไหม ! ”
“ จ๋าจ้ะ ”
เสียงรับคำที่เล็ดลอดออกมาจากดิน. .
หลังจากพ้นสภาพที่ต้องไปมองหาสิ่งมีชีวิตใต้พิภพแล้ว เด็กทั้งสองที่
ปกติไม่เคยสนทนากันในชั้นเรียนเลยก็ได้แนะนำตัวและพูดคุยกันอย่าง
สนุกสนาน ยามเย็นท้องฟ้าเป็นสีแดงก่ำ เพื่อนๆดนตรีก็มาเล่นเตะ
ตระกร้อบ้าง ตีห่วงบ้างในแถวๆทุ่งหญ้ากว้างที่ข่ากับพิณเดินเล่นกันอยู่
เวลานี้แหละคือเวลาที่ข่าเริ่มกระสับกระส่ายเหลียวหน้ามองหลัง
เหงื่อไหลพรากจนผิดสังเกต
“ นี่ๆ นายข่า นายเป็นอะไรน่ะดูลุกลี้ลุกลน บ้ารึเปล่า ! ”
“ เอ่อ. .. แหะๆ ไม่มีอะไรครับ มองไปเรื่อยน่ะครับ ”
มันช่างผิดสังเกตจริงๆ เด็กใจร้อนอย่างพิณไหนเลย จะทำเป็นเมินเฉยได้
เธอจ้องข่าตาเขม็ง จนข่ารู้สึกถึงแรงกดดัน
“ คุณพิณครับ นี่ก็ดึกมากแล้วเรากลับกันเถอะครับ. . แหะๆ ”
“ ดึกบ้าอะไรย๊ะนายข่า ยังอีกตั้งนานกว่าพระอาทิตย์จะตกดิน
นี่ๆ นายต้องมีอะไรปิดบังฉันแน่ๆเลยใช่ไหม ! ”
คราวนี้ทั้งสายตาและสีหน้าท่าทางของพิณดูหงุดหงิดมากราวกับจะกัด
ข่าซะอย่างงั้น ข่าคงต้องบอกอะไรบางอย่างกับเธอเสียแล้ว
“ เอ่อ. ..คือว่า. .. ”
โป๊ก!
“ โอ้ยย!? ”
ขลุ่ยไม้จากที่ไหนไม่รู้ถูกขว้างมาใส่หัวของข่าอย่างแรง ไม่ถึงกับ
หัวแตกแต่ก็เจ็บจนข่าน้ำตาเล็ด พิณที่เห็นเหตุการณ์จึงรีบหันไป
มองในทิศที่ ขลุ่ยนั่นลอยมา เบื้องหน้าของเธอพบกับ “ กรวด ”
เด็กหนุ่มร่างใหญ่ยักษ์ลักษณะอ้วนท้วน พุงเป็นชั้นๆ มัดผมจุก
หน้าตากวนโอ้ย พร้อมๆกับพรรคพวกเด็กๆสี่ถึงห้าคน กรวดเป็น
นักเรียนดนตรีเหมือนกับข่าและพิณแต่ชอบเถลไถลไม่ฝึกซ้อม
ชอบใช้กำลังถือว่าเป็นนักเลงโตของเหล่าเด็กๆด้วยกันก็ว่าได้
“ เฮ้ย ! ไอ้ข่าวันนี้เอ็งแน่นี่หว่า แอบหนีเรียนออกมาไม่พอ
แถมยังควงสาวซะด้วย ”
เสียงหัวเราะก๊าก เห็นด้วยของพวกพ้องข้างหลังดังขึ้นหลังจากที่
กรวดพูดจบ
“ ควงบ้าไรยะ ไอ้อ้วน วอนซะแล้วนะแก ”
เสียงหนูพิณตอกกลับทันควัน
“ ว้ายกรี๊ด ควงบ้าไรยะ วี้ดวิ่วๆ ทำไมพูดไปหน้าแดงไปล่ะจ้ะน้องพิณคนสวย ”
ว่าไปพิณก็หน้าแดงจริงๆ นั่นเพราะอะไรนะ ? ข่าพอเห็นผู้หญิง
ถูกล้อเลียนความที่ถูกพี่ชายที่เคารพเสี้ยมสอนมาอย่างดีเรื่องความเป็น
สุภาพบุรุษแม้ว่าจะไม่เก่งเรื่องชกต่อยกับการใช้กำลังก็ยังกัดฟันเดิน
ไปขวางข้างหน้าระหว่างพิณกับกรวด
“ แหมพ่อพระเอก วันนี้ไม่ปีนต้นมะม่วงหนีอย่างทุกทีเหรอจ้ะตัวเอง ~”
กรวดทำเสียงเยาะเย้ยข่า ปกติแล้วถ้าถึงเวลาเลิกเรียนนี้พวกกรวด
จะมาเล่นกันแถวๆทุ่งกว้างในจุดนี้ เพราะว่าข่าเป็นคนที่เก่งดนตรี
จนได้รับคำชื่นชมจากเพื่อนๆและครูทั้งหลายเป็นที่ไม่พอใจกับ
อันธพาลที่มักจะถูกดุถูกว่ากล่าวในเรื่องเดียวกันเป็นอย่างมาก
ทำให้กรวดชอบกลั่นแกล้งข่าอยู่เสมอๆ ทั้งที่ปกติข่าจะหลบปีนขึ้น
ไปบนต้นมะม่วงได้ทันตลอด แต่วันนี้มีพิณมาด้วยข่าจึงไม่ทำเช่นนั้น
“ เอ่อ ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมกรวดถึงชอบรังแกผม แต่วันนี้ผมขอได้ไหมครับอย่ามีเรื่องกันเลย ”
“ หา? ว่าไงนะ. ..ข้าคนนี้เหรอมีเรื่อง โอ้ยขำกลิ้ง ”
กรวดพูดยียวกวนประสาทเสร็จก็มีเสียงหัวเราะจากเพื่อนพ้องตามสนับสนุน
“ ล. . แล้วที่ผ่านมาที่มารังแกผม หมายความว่ายังไงเหรอครับ ”
“ โถ่. ..ข่าน้อย เราเป็นเพื่อนกันเราก็เล่นกันตามประสาเพื่อนไงใช่ไหมพวกเรา ! ”
เฮ่ๆๆ ใช่ๆ เสียงของพวกพ้องข้างหลังสนับสนุนอีก ดูยังไงก็อันธพาล. .
“ ไอ้อ้วนกรวด ! และไอ้พวกนกกาข้างหลังเพื่อนบ้าอะไรยะ
เล่นโยนขลุ่ยใส่หัวข่าซะแรงแบบนั้น ”
ผลั่ก!
สิ้นคำพูดพิณ กรวดได้ผลักข่าอย่างแรงจนกระเด็นเอนไปทับพิณ
ที่อยู่ข้างหลังแล้วล้มลงไปจมกองหญ้าทั้งคู่
“ ก๊ากๆๆ ขำหว่ะ ลูกครูดนตรีเนี่ยพอไม่มีพ่อก็แค่เด็กผู้หญิงอ่อนแอ๊ ~
อ่อนแอนิหว่า ก๊ากๆ ”
“ ค. ..คุณพิณเป็นอะไรบ้างรึเปล่า. . .! ”
พิณลุกขึ้นผมเผ้าบังหน้าตาของเธอปนกับเศษหญ้า มีบางอย่าง
ที่น่ากลัวเกินบรรยายเข้ามาแทนที่ . ..
“ ทนไม่ไหวแล้วโว้ยยย !!! ไอ้พวกบ้าแกตายย ! ! ”
พิณสืบเท้าพุ่งไปที่ลำตัวของกรวด ซัดด้วยหมัดตรงกำปั้นทะลวง
ลึกเข้าไปในพุงของกรวดยุบลงไป ทำเอากรวดอ้วกแตกล้มลงไป
edit @ 20 Dec 2007 01:25:28 by วัชชี่