ตอนที่ ๒ เบิกไสยธาตุ
หากกล่าวถึงสิ่งที่มีความงดงามแวววาวชวนหลงใหลมากที่สุดในดินแดนสยามคงไม่มีใครไม่นึกถึง
“ ไพร ” หนึ่งในแร่สามกษัตริย์แห่งจักรวรรดิไพรพณานคร เรียกได้ว่าเป็นทรัพย์ที่มีค่าที่สุดนครแดนพายัพธรรมชาตินี้ สีทองของไพรเกิดจากแร่ธาตุและพลังงานที่สะสมทับถมไว้ใต้บาดาลเป็นเวลานาน ซึมซับพลังอันบริสุทธิ์ไว้มากมายจนมีประกายแวววาว แร่ล้ำค่านี้เป็นสิ่งที่บรรดาสัตว์เทพ และหิมพานต์ต่างเรียกหาต้องการเพื่อรับพลังของแร่ไพรมาเพิ่มความสดชื่นและอายุที่ยืนยาวให้กับตนเอง
แม้จะเป็นแร่ที่มีค่ามากแต่กลับหาเจอได้ไม่ยากนักในสายน้ำของ
“ แม่น้ำไพร ” ที่ถูกตั้งตามชื่อแร่ที่ค้นพบ
ชาวไพรพณาใช้ไพรเป็นสื่อกลางในเชิงพาณิชย์มานานหลายสหัสวรรษ
แต่ว่าแร่นี้จะมีบทบาทกับเรื่องราวต่อจากนี้มากเพียงใด ?
เอาล่ะ! กลับมาดูเรื่องราวของหนุ่มน้อยข่ากันต่อ. .
ในกระโจมเล็กๆกลางแจ้งที่สร้างมาชั่วคราวเพื่อพิธีกรรมตามประเพณี
“ ธะ. .. เธอคือ อัคคี เปลวเพลิงร้อนแรง ที่ระอุบนสมรภูมิเผาผลาญศัตรูเพื่อปกป้องเพื่อนพ้อง ”
เสียงแหบแก่ๆของหมอไสยศาสตร์ “ นิรภพ ” หนึ่งในหมอไสยศาสตร์
ผู้มีอาคมแกร่งกล้าชื่อดังที่ประจำอยู่ในแต่ละท้องที่
วันนี้คือวันเบิกเนตรมองไสยธาตุแห่งชีวิต เป็นการสำรวจว่านักเรียนดนตรีแต่ละคนมีธาตุอะไรกันบ้าง การเบิกไสยธาตุจะมีทุกๆ ปี ซึ่งแต่ละคนได้รับฟังเพียงครั้งเดียวเท่านั้น นักเรียนดนตรีทุกคนรวมถึงข่าและหนูพิณได้เข้ามารอคิวเบิกไสยธาตุด้วยความตื่นเต้น
หมอไสยนิรภพ นอกจากจะดูไสยธาตุของนักเรียนแล้ว ก็ชอบทำนายอนาคตเป็นของแถมอยู่บ่อยๆ
สำหรับธาตุของ พิณ นะเหรอ ก็เมื่อครู่นี้ไง อัคคี แหมช่างเป็นธาตุที่สมกับพิณจริงๆว่าไหม ?
เนื่องจากข่าเป็นคนสุภาพและมีน้ำใจ ตัวเองก็เลยได้ไปอยู่ท้ายแถวประจำให้เพื่อนๆนับร้อยได้ไปรับฟังก่อนเสมอสำหรับเรื่องดีๆเช่นนี้
“ เหวออ !! ”
เสียงของหมอไสยนิรภพดังออกมาด้วยความตกใจกับนักเรียนดนตรีคนหนึ่งจนถึงกับหน้าซีดเซียวจนเห็นได้ชัด
“ ธะ. ..เธอคือ ความมืดมิด ยามราตรีกาล บดบังจันทราและทุกชีวิต เยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็ง ก่อเกิดสิ่งชั่วร้าย ไร้ความปราณี แฝงมาด้วยคมมีด บาดลึกในวิญญาณคน ”
คำกล่าวของหมอไสยนิรภพ แม้แต่พ่อครูดนตรีฟังแล้วยังขนลุก
การเบิกไสยธาตุในกระโจมเล็กๆนี้คนที่จะรับรู้ได้มีได้เพียง พ่อครูดนตรีหมอไสยนิรภพและผู้ที่มาเบิกไสยธาตุเท่านั้น. .
แต่เสียงพูดอย่างตกใจของหมอไสยก็ดังพอที่ข่าที่นอนอยู่ใต้ต้นไม้ ใกล้ๆกับกระโจมได้ยินหนูพิณที่นั่งอยู่ด้วยก็ได้ยินเช่นเดียวกัน
“ นี่. .นายข่า นายได้ยินอย่างที่ฉันได้ยินไหม ”
หนูพิณสะกิดกระซิบถามข่าเพื่อตอบย้ำสิ่งที่ได้ยิน
“ คิดว่าได้ยินชัดเลยล่ะครับ. . ”
ข่ายังไม่หายขนลุกเมื่อนึกถึงคำทำนายไสยธาตุของหมอไสยเมื่อครู่นี้
“ นี่ๆ นายข่า เราไปแอบดูกันไหมว่าเจ้าเด็กธาตุความมืดนั่นเป็นใครกัน ”
ประกายตากลมโตอยากรู้อยากเห็นอย่างที่ไม่อาจจะขัดขืนได้ของหนูพิณ ทำให้ข่าต้องจำใจร่วมด้วย . .
ทั่งคู่วิ่งไปหลบในพุ่มไม้ใกล้ๆ แอบมองหน้าปากกระโจมว่าเด็กคนนั้นเป็นใคร แทบไม่เชื่อสายตา เด็กคนนั้นคือ “ ผิง ” เด็กชายนักดนตรีระนาดเอกที่ปรีชาที่สุดในระดับชั้นเรียน เป็นที่รู้จักกันอย่างมากในหมู่อาจารย์ สายตาเยือกเย็นเล็งมายังพุ่มไม้ที่ข่ากับพิณ ราวกับรู้ว่ามีใครแอบซ่อนอยู่ตรงนั้น ทำเอาสองคนหายใจไม่ทั่วท้อง ต่างได้เอามือไม้ปิดปากปิดจมูกซึ่งกันและกันเอาไว้ พอแง้มมองอีกทีก็ไม่เห็นผิงแล้วก็ถึงกับโล่งใจไปตามๆกัน เฮ่อ. .
หลังจากที่หมอไสยนิรภพ ตรวจดูไสยธาตุของผิงไปก็ทำให้ต้องขอพักไปครึ่งชั่วยาม ทำให้ข่าอดรับรู้ไสยธาตุของตัวเองไปโดยปริยาย เวลาว่างๆนี้เด็กน้อยทั้งสองนอนแผ่อยู่บนทุ่งหญ้าถามปัญหา เรื่องที่เกิดเมื่อครู่นี้ วนไปเรื่องสัพเพเหระกันตามภาษาเด็กๆ
“ นี่ๆ ข่า เธอคิดว่าอะไรเก่งที่สุด ”
พิณถามข่าด้วยความอยากรู้ ข่าเงียบไปสักพัก. . ไม่นานก็เด็ดใบหญ้าขึ้นมาและเป่าเป็นจังหวะธรรมชาติ ได้ยินเป็นเสียงแหลมดังกังวาลใกล้เคียงกับเสียงของขลุ่ยไม้ ค่อยๆคิดคำตอบของคำถามของพิณไปอย่างรื่นรมย์สุนทรีย์
“ ว้าว~ นายเป่าเพราะดีนะ มันชื่อเพลงอะไรหรอ ? ”
พิณยิงคำถามต่อมาอีกข้อ
“ เพลงนี้ผมเป่าเลียนแบบทำนองของพันปักษาหรดีครับ ”
เนื้อหาของดนตรีนี้กล่าวถึงฤดูกาลที่ฝูงนกน้อยใหญ่มากมาย ต่างโบยบินลงไปยังทิศทางแห่งมรสุมเพื่อหาที่อยู่ใหม่ แม้ว่าจะเป็นที่ๆมีอุปสรรคขนาดที่อาจจะเอาชีวิตไม่รอดไปก็ตาม แต่ก็ยังต้องไปต่อดิ้นรนเพื่อวันข้างหน้า ตามวัฏจักรของธรรมชาติ “ พันปักษาหรดี ” เป็นหนึ่งในบทเพลงที่เกี่ยวกับ “ ทิศ ” ที่มีทำนองช้าๆออกเศร้าสร้อยในช่วงแรกและได้แทรกเสียงสูงแสดงถึงกำลังใจในช่วงหลัง เหมือนกับแสงสว่างจุดเล็กๆบนความมืดมิดอันกว้างใหญ่ เป็นเพลงที่วณิพกแห่งไพรพณาทุกคนเล่นเมื่อพานพบกับอุปสรรคหนักหนา และถือเป็นบทเพลงระดับสูงของไพรพณาที่น้อยคนจะบรรเลงได้ไพเราะและทรงอานุภาพ
หนูพิณหลับตาเคลิ้มฟังเสี้ยวทำนองพันปักษาหรดีจากเสียงใบหญ้าที่ข่าเป่า แต่รู้สึกว่าพิณแค่ฟังเอาเพราะๆไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งเท่าไหร่ ดนตรีนี้สะกิดความหลังที่เริ่มเลือนลางของข่า ข่าจึงฉุกคิดถึงคำตอบในคำถามแรกของพิณและได้หยุดเป่าเพลงลง
“ ผมว่า นาฏสังหาร คือสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดครับ ”
ข่าตอบคำถามด้วยสีหน้ามั่นใจ
“ อะไรคือนาฏสังหาร ? ชื่อเพลงหรอ ? ฟังดูน่ากลัวจัง ”
หนูพิณดูงงๆกับคำตอบของข่า
“ ไม่ใช่นะครับพิณ นาฏสังหารหมายถึงตัวบุคคล เป็นสตรีที่สวยงามและแข็งแกร่งมากๆ ”
โป๊ก ! โป๊ก !
เสียงไม้เท้าหัวนาคของพ่อครูดนตรีมาเคาะกระบาลเด็กน้อยทั้งสอง
“ คุยเล่นกันเพลินเชียวนะ เจ้าเด็กจอมขี้เกียจทั้งสอง อย่านึกว่าพ่อไม่รู้นะว่าลูกพิณแอบโดดเรียน ”
“ อ๋าๆ ม่ายช่ายนาค้าาา ”
พิณหันไปมองข่าด้วยสายตาเคียดแค้น
“ อะ แฮ่มๆ ข่าเค้าไม่ได้เป็นคนมาฟ้องพ่อหรอกพิณ อย่าไปพาลกับคนบริสุทธิ์ เรื่องแค่นี้ไม่ต้องบอกพ่อก็รู้นิสัยเจ้าดี ”
พูดเรื่องน่าอายต่อหน้าเพื่อนชายเช่นนี้ทำเอาหนูพิณเขินอายมาก เธอวิ่งไปหาพ่อ แล้วเสียงต่อสู้โครมครามกันน่าหวาดเสียวตามแบบฉบับของครอบครัวนี้ดังสนั่น สุดท้ายหนูพิณก็แพ้พ่อที่แข็งแรงกว่าตามระเบียบ
“ แหะๆ สงสัยครอบครัวนี้บ้าพลังกันทุกคน ”
ข่าแอบพึมพำเบาๆ
“ พ่อน่ะฟังเราทั้งสองคุยมาตั้งแต่ตะกี้แล้ว รู้สึกว่าพวกเจ้าจะยังเข้าใจอะไรไม่ครบถ้วนนะเกี่ยวกับนาฏสังหารนะ ”
จากนั้นพ่อครูก็เรียกเด็กๆคนอื่นๆมาล้อมวงกันเพื่ออธิบายถึงความหมายของนาฏสังหาร. .
ทว่าทันใดนั้นท้องฟ้ากลายเป็นสีแดงฉาน เป็นอาเพศทางธรรมชาติที่ผิดปกติอย่างฉับพลัน สีหน้าของพ่อครูดนตรีเหมือนรู้ถึงบางอย่างกับเหตุการณ์นี้จึงสั่งให้เด็กๆนักเรียนที่รวมกลุ่มมาฟัง ให้รีบเข้าไปในเรือนไม้ทันที. .
==============================================
ต้นฉบับ เปนไฟล์เวิด เอามาใส่ยากมากเลยครับ เลยขออณุญาตโพสแบบบไม่เรียบร้อย
edit @ 25 Dec 2007 01:08:14 by วัชชี่