Fiction

 

ตอนนี้ผมพยายามจะลุกขึ้นมา edit ฟิกของผมอีกรอบ ครั้งที่แล้วไม่ได้ใส่เนื้อหาลงไป

ก็ขอลบเอนทรี่นั่นทิ้งเลยแล้วกันครับ

เริ่มกันใหม่เลยดีกว่า !

ด้านล่างนี้คือนิยายที่ผมแต่งไว้เอามันส์ครับ หนึ่งในงานอดิเรกของผม

หลังจากที่การวาดกลายเป็นงานอาชีพไปแล้ว หุๆ

Siamwarrior เป็นนิยายประกอบเกม Siamwarrior online ซึ่งผ่านมาชาติหนึ่งแล้ว

ยังไม่ออกมาเป็นรูปเป็นร่างเสียที แต่ถ้าคิดว่าไม่มีทาง ก็คงจะไม่มีทางจริงๆ

ดังนั้นถ้ามันออกเป็นเกมส์ไมไ่ด้ ก็ขอให้เนื้อหาของมันประจักษ์ในสายตาของเพื่อนฝูง

หน่อยเถ๊อะ !

ยังไงก็ขอความเห็นด้วยนะครับ !

ฝาก Link อันนี้ไว้ด้วยทีเดียวเลย

JJ Book

 

=======================================================================

ปฐมบท แห่ง มหาสงคราม ศักดิ์สิทธิ์

. .บนแผ่นดินอันแสนกว้างใหญ่ไพศาลหรือจะเรียกว่าโลก. .

สยาม คือนามของดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ อันเป็นแหล่งรวม

แห่งสรรพชีวิตทั้งปวง

แม้ต้นกำเนิดของชื่อนี้จะไม่แน่ชัด แต่ว่าทุกสรรพสิ่งต่างก็รำลึกและรับ

รู้ว่าผืนแผ่นดินที่ตนเหยียบย่ำอาศัยอยู่นี้มีนามว่าอะไร . . ราวกับว่าเป็น

นามศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้า

จนกระทั่งเมื่อสิ่งมีชีวิตที่ชื่อว่า มนุษย์ ได้ถือกำเนิดขึ้นมา

ความโกลาหลวุ่นวาย จนกลายเป็นการห้ำหั่นสั่นสะท้านแผ่นดินได้

ปะทุขึ้น ! กินเวลายาวนานหลายร้อยหลายพันปี. .

ด้วยอาคมอันแข็งกล้า ศาสตราวุธอันทรงพลัง และเทพยดาสัตว์

อสูรรับใช้ผู้กระหายสงครามทั้งหลาย กาลเวลาได้กลั่นกรองผู้ที่เข้มแข็ง

ที่สุดมา ๓ ฝ่าย ที่ตั้งตนจากเผ่าเล็กๆจนต่างเป็นมหานครกว้างใหญ่มี

อาณานิคมมากมายหลายแคว้น ได้แก่

ไสยวินนคร มหานครที่สุดแห่งเวทมนตร์คาถาอาคม และศาสตร์มืดทุกแขนง

ในระดับจักรพรรดิ์จะมีอาคมวิเศษลึกลับคู่บ้านเมือง

อันน่าเกรงขามและทรงอานุภาพแม้ข้าศึกที่แข็งแกร่งยังต้องยำเกรง

ศาสตรานคร นครแห่งศาสตราวุธอันทรงพลัง อันเต็มไปด้วย

ตำรายุทธ์ การหลอมโลหะ ผสมผสานนวโลหะจนไปถึงสุดยอดอาวุธ

ยุทโธปกรณ์ทั้งหลาย เมื่อเปรียบเทียบทั้ง นครนี้ศาสตรานครถือว่า

เป็นนครที่กระหายสงครามและชื่นชอบการเข่นฆ่าอย่างที่สุด

ศาสตราวิเศษของเมืองนี้ สามารถทำลายได้แม้กระทั่งเวทมนตร์อาคมดำ

ตลอดจนเหล่าเทพยดาและอสูรเทพ

สุดท้ายคือ ไพรพณานคร มหานครแห่งเสียงเพลง

ธรรมชาติอันเขียวชอุ่มและความรื่นรมย์แห่งสรรพชีวิตที่อยู่ร่วมกันมาช้านาน

นครที่หวังสันติสุขและต้องการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ แต่อุดมการณ์

ที่ไม่อาจจะอยู่ร่วมกันได้กับอีกสองนคร ทำให้จำต้องหาวิถีทางเพื่อสร้าง

ความปลอดภัยแก่เหล่าผสกนิกรทั้งหลาย ด้วยท่วงทำนองสังหาร

เสียงดนตรีขับกล่อมประสาทให้เดือดพล่านในสนามรบ อำนาจโบราณ

ของเหล่าสัตว์เทพหิมพานต์ และสิ่งมีชีวิตผู้ที่อยู่มาก่อนประวัติศาสตร์ที่

คอยช่วยปกปักรักษาดินแดนที่อุดมสมบูรณ์นี้เอาไว้

แต่แล้วตำนาน ไตรเทวอสูรผู้หลับใหลก็บังเกิดขึ้น เมื่อ

ไพรพณานครได้สถาปนามหากษัตริย์องค์ใหม่ ด้วยความคิดหมายจะ

ครองแผ่นดินทั้ง ๓ นคร เพื่อลบล้างอุดมการณ์แสนโบราณคร่ำครึ

เกี่ยวกับสันติสุขและได้ให้นิยามใหม่ว่า ความสงบสุขนั้นจะได้มา

หลังจากที่สามารถครองแผ่นดินได้เท่านั้น ถึงจะสร้างมันได้

เหตุที่ทั้ง ๓ นครสามารถยืนหยัดรักษาตนได้มาตลอดนี้ส่วนหนึ่ง

เพราะความยำเกรงในด้านพลังแห่งของวิเศษที่เป็นความลับ ส่วนขีด

ความสามารถด้านการทหารของแต่ละนครนั้นถือว่าเป็นรอง ทำให้ไม่ว่า

จะเกิดสงครามกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ยังไม่สามารถที่จะยึดครองแต่ละฝ่ายได้

ด้วยเหตุนี้ จึงมีพิธีลึกลับเฉพาะไพรพณานคร บวงสรวงคืนชีพ

จอมอสูรขึ้น! หมายจะใช้เป็นอาวุธสงคราม อันไร้ความปราชัย

แต่สิ่งตอบรับอันคาดไม่ถึงคือความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่จนเกือบถึงอวสานของ

สรรพชีวิตทั้งปวง สิ่งชั่วร้ายที่บังเกิดขึ้นมานั้นกลายเป็นมือที่ ๓ อันร้าย

กาจและขวัญผวาที่สุดในทวีปสยาม แผ่อาณาเขตแห่งความมืดมน ความ

ชั่วร้ายไปทั่วแผ่นดินกัดกร่อนทุกอย่างทั้งกับตัวไพรพณาเอง

ศาสตรานคร และไสยวินนครก็ได้รับความเสียหายจนแทบไม่มีชิ้นดี

ทว่าเหตุการณ์นี้ทำให้บังเกิดผู้กล้าขึ้น ในแต่ละนคร ทั้งจากการ

แต่งตั้ง การมุ่งสู่สันติภาพด้วยอุดมการณ์ความศรัทธาของตนเอง

แต่การที่จะต่อกรกับจอมอสูรได้จำเป็นต้องอาศัยอำนาจแห่งของวิเศษ

และกำลังของเหล่ามนุษย์ทั้งหลาย นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์หน้าใหม่

ของการปกป้องสิ่งที่ตนเองรัก ศรัทธา และความสามัคคี ที่เริ่มจากจุดเล็กๆ

ของแต่ละเมือง เพื่อรวมพลังในการสู้รบกับความชั่วร้ายศัตรูที่แท้จริง. . .

เรื่องราวต่อจากนี้จะกล่าวย้อนไปถึงยุคสมัยของมหาสงครามนองเลือด

ไตรพินาศ รวมไปถึงตำนานของเหล่าผู้กล้าตัวน้อยๆทั้งหลายและ

ความเป็นมาอันเป็นปัจจัยสำคัญของยุคนั้นก่อนเหตุการณ์ไตรเทวอสูร . .

 


ตอนที่ ๑ บทเริ่มของวายุ

รับไปสิ. . นี่คือสิ่งสุดท้าที่ข้าจะมอบให้เจ้า

ในร่มไม้สูงใหญ่ในท้องทุ่งสีทองแสนกว้างขวาง. . .

เด็กชายผู้หนึ่งสะดุ้งขึ้นจากความฝัน ภาพภวังค์ติดตาจากเหตุการณ์ที่ไม่

อยากจะนึกถึงเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆในนั้น. . หลังจากที่งัวเงียสักพัก

เขาจึงค่อยปีนลงจากต้นไม้ ต้นไม้ต้นนี้เป็นต้นมะม่วงที่มีขนาดใหญ่กว่า

ต้นอื่นๆและเป็นที่พักพิงยามสายโด่งเป็นประจำ ทุกครั้งที่เขาตั้งใจจะโดด

เรียนดนตรี ทันทีที่ลงมาก็เหยียดแขนทั้งสองข้างบิดขี้เกียจแรงๆ

สายตาของเด็กชายมองไปข้างหน้าตรงไปจนสุดขอบฟ้าสูดอากาศสดชื่น

ของท้องทุ่ง รับแสงตะวันที่เจิดจ้ายามบ่าย

ณ ดินแดนแห่งนี้มีนามว่า ประจิมจักระนคร นครแห่ง

พืชพรรณธัญญาหารที่อุดมสมบูรณ์และชุ่มฉ่ำไปด้วยสายน้ำจาก

น้ำตกไพร ที่ไหลรินมาจากมหาจักรวรรดิ ไพรพณานคร

ว่าไงจ้ะ~ พ่อหนุ่มน้อย แอบโดดเรียนดนตรีอีกแล้วสิท่า

เสียงใสของเด็กสาวน่ารักคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะโดดเรียนมาเหมือนกัน

เธอมีผมสีน้ำตาลเข้มทอแสงตะวัน และด้วยผมสั้นๆดูเซอๆของเธอนี้ทำ

ให้รู้สึกถึงความเป็นสาวห้าวนิดๆ

“ เอ่อ. .ทำไมถึงรู้ว่าผมโดดเรียนมา อ่ะครับ ? ”

เด็กชายถามด้วยความสงสัยด้วยถ้อยคำสุภาพ

อย่าเซ่อสิยะ ก็เราโดดมาเหมือนกัน ฉันมานอนอยู่ใต้ต้นมะม่วงเนี่ย

เด็กสาวย้อนกลับด้วยเสียงดุนิดๆ แต่ทำเอาเด็กชายตกอกตกใจพอสมควรเลยล่ะ

เด็กชายเกาหัวนึกอยู่ซักพัก ด้วยลักษณะรุ่นราวคราวเดียวกัน อายุ

น่าจะสิบสองสิบสามเท่าๆกัน และแล้วก็เกิดนึกบางอย่างขึ้นมาได้

อ๋อ! นี่คุณพิณนี่หน่า ผมจำได้แล้วคุณเป็นลูกของครูดนตรี

เมื่อเด็กชายพูดด้วยท่าทีที่นึกได้แล้ว

พิณ เด็กสาวผมสั้นก็ยิ้มแก้มปริและพยักหน้าให้

เอ. .ไหงถึงได้โดดวิชาของพ่อตัวเองอย่างงี้ล่ะครับ

เด็กชายกล่าวทักขึ้นมาด้วยท่าทีนึกขึ้นได้อีกครั้ง. . .

ตุบ !

หน้าของเขาก็ถูกเท้าเล็กๆของพิณกระทืบจมลงไปในดินทันที

เชอะ ! เรื่องนี้มันไม่เห็นจะเกี่ยวกับนายซะหน่อย ! ”

หน้าตาของสาวน้อยแดงก่ำแสดงว่าที่กระทืบไปทำไปด้วยความ

เขินอาย . . ( อย่างรุนแรง )

แค่กๆ ล. .แล้วทำไมต้องตื้บหัวกระผมจมลงพื้นดินด้วยละครับเนี่ย ! ”

เด็กชายพยายามแหงนศีรษะขึ้นมาพูดทั้งที่บาทาของพิณยังยันไว้อยู่

เอ่อคือว่าเราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน เรียกผมว่าข่า ก็ได้น่อ ~”

ข่า เด็กหนุ่มผมสั้นร่างกายผอมบาง พูดด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม

ไม่ทันขาดคำหน้าของเด็กชายก็ได้รับความอบอุ่นของพื้นดินอีกครั้งด้วย

บาทาเดิมของหนูพิณ

ฉันไม่ได้ถาม แล้วก็รู้อยู่แล้วย่ะ ว่านายอะชื่อข่า

อาการอายอย่างไร้สาระของหนูพิณ ดูน่ากลัวและรุนแรงกว่าที่ข่าคิด

อ้อ. . อีกอย่างนะ นายห้ามเอาเรื่องที่ฉันโดดไปเล่าให้พ่อฉันฟัง

เด็ดขาดล่ะเข้าใจไหม ! ”

จ๋าจ้ะ

เสียงรับคำที่เล็ดลอดออกมาจากดิน. .

หลังจากพ้นสภาพที่ต้องไปมองหาสิ่งมีชีวิตใต้พิภพแล้ว เด็กทั้งสองที่

ปกติไม่เคยสนทนากันในชั้นเรียนเลยก็ได้แนะนำตัวและพูดคุยกันอย่าง

สนุกสนาน ยามเย็นท้องฟ้าเป็นสีแดงก่ำ เพื่อนๆดนตรีก็มาเล่นเตะ

ตระกร้อบ้าง ตีห่วงบ้างในแถวๆทุ่งหญ้ากว้างที่ข่ากับพิณเดินเล่นกันอยู่

เวลานี้แหละคือเวลาที่ข่าเริ่มกระสับกระส่ายเหลียวหน้ามองหลัง

เหงื่อไหลพรากจนผิดสังเกต

นี่ๆ นายข่า นายเป็นอะไรน่ะดูลุกลี้ลุกลน บ้ารึเปล่า ! ”

เอ่อ. .. แหะๆ ไม่มีอะไรครับ มองไปเรื่อยน่ะครับ

มันช่างผิดสังเกตจริงๆ เด็กใจร้อนอย่างพิณไหนเลย จะทำเป็นเมินเฉยได้

เธอจ้องข่าตาเขม็ง จนข่ารู้สึกถึงแรงกดดัน

คุณพิณครับ นี่ก็ดึกมากแล้วเรากลับกันเถอะครับ. . แหะๆ

ดึกบ้าอะไรย๊ะนายข่า ยังอีกตั้งนานกว่าพระอาทิตย์จะตกดิน

นี่ๆ นายต้องมีอะไรปิดบังฉันแน่ๆเลยใช่ไหม ! ”

คราวนี้ทั้งสายตาและสีหน้าท่าทางของพิณดูหงุดหงิดมากราวกับจะกัด

ข่าซะอย่างงั้น ข่าคงต้องบอกอะไรบางอย่างกับเธอเสียแล้ว

เอ่อ. ..คือว่า. .. ”

โป๊ก!

โอ้ยย!? ”

ขลุ่ยไม้จากที่ไหนไม่รู้ถูกขว้างมาใส่หัวของข่าอย่างแรง ไม่ถึงกับ

หัวแตกแต่ก็เจ็บจนข่าน้ำตาเล็ด พิณที่เห็นเหตุการณ์จึงรีบหันไป

องในทิศที่ ขลุ่ยนั่นลอยมา เบื้องหน้าของเธอพบกับ กรวด

เด็กหนุ่มร่างใหญ่ยักษ์ลักษณะอ้วนท้วน พุงเป็นชั้นๆ มัดผมจุก

หน้าตากวนโอ้ย พร้อมๆกับพรรคพวกเด็กๆสี่ถึงห้าคน กรวดเป็น

นักเรียนดนตรีเหมือนกับข่าและพิณแต่ชอบเถลไถลไม่ฝึกซ้อม

ชอบใช้กำลังถือว่าเป็นนักเลงโตของเหล่าเด็กๆด้วยกันก็ว่าได้

เฮ้ย ! ไอ้ข่าวันนี้เอ็งแน่นี่หว่า แอบหนีเรียนออกมาไม่พอ

แถมยังควงสาวซะด้วย

เสียงหัวเราะก๊าก เห็นด้วยของพวกพ้องข้างหลังดังขึ้นหลังจากที่

กรวดพูดจบ

ควงบ้าไรยะ ไอ้อ้วน วอนซะแล้วนะแก

เสียงหนูพิณตอกกลับทันควัน

ว้ายกรี๊ด ควงบ้าไรยะ วี้ดวิ่วๆ ทำไมพูดไปหน้าแดงไปล่ะจ้ะน้องพิณคนสวย

ว่าไปพิณก็หน้าแดงจริงๆ นั่นเพราะอะไรนะ ? ข่าพอเห็นผู้หญิง

ถูกล้อเลียนความที่ถูกพี่ชายที่เคารพเสี้ยมสอนมาอย่างดีเรื่องความเป็น

สุภาพบุรุษแม้ว่าจะไม่เก่งเรื่องชกต่อยกับการใช้กำลังก็ยังกัดฟันเดิน

ไปขวางข้างหน้าระหว่างพิณกับกรวด

แหมพ่อพระเอก วันนี้ไม่ปีนต้นมะม่วงหนีอย่างทุกทีเหรอจ้ะตัวเอง ~”

กรวดทำเสียงเยาะเย้ยข่า ปกติแล้วถ้าถึงเวลาเลิกเรียนนี้พวกกรวด

จะมาเล่นกันแถวๆทุ่งกว้างในจุดนี้ เพราะว่าข่าเป็นคนที่เก่งดนตรี

จนได้รับคำชื่นชมจากเพื่อนๆและครูทั้งหลายเป็นที่ไม่พอใจกับ

อันธพาลที่มักจะถูกดุถูกว่ากล่าวในเรื่องเดียวกันเป็นอย่างมาก

ทำให้กรวดชอบกลั่นแกล้งข่าอยู่เสมอๆ ทั้งที่ปกติข่าจะหลบปีนขึ้น

ไปบนต้นมะม่วงได้ทันตลอด แต่วันนี้มีพิณมาด้วยข่าจึงไม่ทำเช่นนั้น

เอ่อ ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมกรวดถึงชอบรังแกผม แต่วันนี้ผมขอได้ไหมครับอย่ามีเรื่องกันเลย

หา? ว่าไงนะ. ..ข้าคนนี้เหรอมีเรื่อง โอ้ยขำกลิ้ง

กรวดพูดยียวกวนประสาทเสร็จก็มีเสียงหัวเราะจากเพื่อนพ้องตามสนับสนุน

. . แล้วที่ผ่านมาที่มารังแกผม หมายความว่ายังไงเหรอครับ

โถ่. ..ข่าน้อย เราเป็นเพื่อนกันเราก็เล่นกันตามประสาเพื่อนไงใช่ไหมพวกเรา ! ”

เฮ่ๆๆ ใช่ๆ เสียงของพวกพ้องข้างหลังสนับสนุนอีก ดูยังไงก็อันธพาล. .

ไอ้อ้วนกรวด ! และไอ้พวกนกกาข้างหลังเพื่อนบ้าอะไรยะ

เล่นโยนขลุ่ยใส่หัวข่าซะแรงแบบนั้น

ผลั่ก!

สิ้นคำพูดพิณ กรวดได้ผลักข่าอย่างแรงจนกระเด็นเอนไปทับพิณ

ที่อยู่ข้างหลังแล้วล้มลงไปจมกองหญ้าทั้งคู่

ก๊ากๆๆ ขำหว่ะ ลูกครูดนตรีเนี่ยพอไม่มีพ่อก็แค่เด็กผู้หญิงอ่อนแอ๊ ~

อ่อนแอนิหว่า ก๊ากๆ

. ..คุณพิณเป็นอะไรบ้างรึเปล่า. . .! ”

พิณลุกขึ้นผมเผ้าบังหน้าตาของเธอปนกับเศษหญ้า มีบางอย่าง

ที่น่ากลัวเกินบรรยายเข้ามาแทนที่ . ..

ทนไม่ไหวแล้วโว้ยยย !!! ไอ้พวกบ้าแกตายย ! ! ”

พิณสืบเท้าพุ่งไปที่ลำตัวของกรวด ซัดด้วยหมัดตรงกำปั้นทะลวง

ลึกเข้าไปในพุงของกรวดยุบลงไป ทำเอากรวดอ้วกแตกล้มลงไป

 

edit @ 20 Dec 2007 01:25:28 by วัชชี่

ตอนที่ ๒ เบิกไสยธาตุ

หากกล่าวถึงสิ่งที่มีความงดงามแวววาวชวนหลงใหลมากที่สุดในดินแดนสยามคงไม่มีใครไม่นึกถึง

ไพร หนึ่งในแร่สามกษัตริย์แห่งจักรวรรดิไพรพณานคร เรียกได้ว่าเป็นทรัพย์ที่มีค่าที่สุดนครแดนพายัพธรรมชาตินี้ สีทองของไพรเกิดจากแร่ธาตุและพลังงานที่สะสมทับถมไว้ใต้บาดาลเป็นเวลานาน ซึมซับพลังอันบริสุทธิ์ไว้มากมายจนมีประกายแวววาว แร่ล้ำค่านี้เป็นสิ่งที่บรรดาสัตว์เทพ และหิมพานต์ต่างเรียกหาต้องการเพื่อรับพลังของแร่ไพรมาเพิ่มความสดชื่นและอายุที่ยืนยาวให้กับตนเอง

แม้จะเป็นแร่ที่มีค่ามากแต่กลับหาเจอได้ไม่ยากนักในสายน้ำของ

แม่น้ำไพร ที่ถูกตั้งตามชื่อแร่ที่ค้นพบ

ชาวไพรพณาใช้ไพรเป็นสื่อกลางในเชิงพาณิชย์มานานหลายสหัสวรรษ

แต่ว่าแร่นี้จะมีบทบาทกับเรื่องราวต่อจากนี้มากเพียงใด ?

เอาล่ะ! กลับมาดูเรื่องราวของหนุ่มน้อยข่ากันต่อ. .

ในกระโจมเล็กๆกลางแจ้งที่สร้างมาชั่วคราวเพื่อพิธีกรรมตามประเพณี

ธะ. .. เธอคือ อัคคี เปลวเพลิงร้อนแรง ที่ระอุบนสมรภูมิเผาผลาญศัตรูเพื่อปกป้องเพื่อนพ้อง

เสียงแหบแก่ๆของหมอไสยศาสตร์ นิรภพ หนึ่งในหมอไสยศาสตร์

ผู้มีอาคมแกร่งกล้าชื่อดังที่ประจำอยู่ในแต่ละท้องที่

วันนี้คือวันเบิกเนตรมองไสยธาตุแห่งชีวิต เป็นการสำรวจว่านักเรียนดนตรีแต่ละคนมีธาตุอะไรกันบ้าง การเบิกไสยธาตุจะมีทุกๆ ปี ซึ่งแต่ละคนได้รับฟังเพียงครั้งเดียวเท่านั้น นักเรียนดนตรีทุกคนรวมถึงข่าและหนูพิณได้เข้ามารอคิวเบิกไสยธาตุด้วยความตื่นเต้น

หมอไสยนิรภพ นอกจากจะดูไสยธาตุของนักเรียนแล้ว ก็ชอบทำนายอนาคตเป็นของแถมอยู่บ่อยๆ

สำหรับธาตุของ พิณ นะเหรอ ก็เมื่อครู่นี้ไง อัคคี แหมช่างเป็นธาตุที่สมกับพิณจริงๆว่าไหม ?

เนื่องจากข่าเป็นคนสุภาพและมีน้ำใจ ตัวเองก็เลยได้ไปอยู่ท้ายแถวประจำให้เพื่อนๆนับร้อยได้ไปรับฟังก่อนเสมอสำหรับเรื่องดีๆเช่นนี้

เหวออ !!

เสียงของหมอไสยนิรภพดังออกมาด้วยความตกใจกับนักเรียนดนตรีคนหนึ่งจนถึงกับหน้าซีดเซียวจนเห็นได้ชัด

ธะ. ..เธอคือ ความมืดมิด ยามราตรีกาล บดบังจันทราและทุกชีวิต เยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็ง ก่อเกิดสิ่งชั่วร้าย ไร้ความปราณี แฝงมาด้วยคมมีด บาดลึกในวิญญาณคน

คำกล่าวของหมอไสยนิรภพ แม้แต่พ่อครูดนตรีฟังแล้วยังขนลุก

การเบิกไสยธาตุในกระโจมเล็กๆนี้คนที่จะรับรู้ได้มีได้เพียง พ่อครูดนตรีหมอไสยนิรภพและผู้ที่มาเบิกไสยธาตุเท่านั้น. .

แต่เสียงพูดอย่างตกใจของหมอไสยก็ดังพอที่ข่าที่นอนอยู่ใต้ต้นไม้ ใกล้ๆกับกระโจมได้ยินหนูพิณที่นั่งอยู่ด้วยก็ได้ยินเช่นเดียวกัน

นี่. .นายข่า นายได้ยินอย่างที่ฉันได้ยินไหม

หนูพิณสะกิดกระซิบถามข่าเพื่อตอบย้ำสิ่งที่ได้ยิน

คิดว่าได้ยินชัดเลยล่ะครับ. .

ข่ายังไม่หายขนลุกเมื่อนึกถึงคำทำนายไสยธาตุของหมอไสยเมื่อครู่นี้

นี่ๆ นายข่า เราไปแอบดูกันไหมว่าเจ้าเด็กธาตุความมืดนั่นเป็นใครกัน

ประกายตากลมโตอยากรู้อยากเห็นอย่างที่ไม่อาจจะขัดขืนได้ของหนูพิณ ทำให้ข่าต้องจำใจร่วมด้วย . .

ทั่งคู่วิ่งไปหลบในพุ่มไม้ใกล้ๆ แอบมองหน้าปากกระโจมว่าเด็กคนนั้นเป็นใคร แทบไม่เชื่อสายตา เด็กคนนั้นคือ ผิง เด็กชายนักดนตรีระนาดเอกที่ปรีชาที่สุดในระดับชั้นเรียน เป็นที่รู้จักกันอย่างมากในหมู่อาจารย์ สายตาเยือกเย็นเล็งมายังพุ่มไม้ที่ข่ากับพิณ ราวกับรู้ว่ามีใครแอบซ่อนอยู่ตรงนั้น ทำเอาสองคนหายใจไม่ทั่วท้อง ต่างได้เอามือไม้ปิดปากปิดจมูกซึ่งกันและกันเอาไว้ พอแง้มมองอีกทีก็ไม่เห็นผิงแล้วก็ถึงกับโล่งใจไปตามๆกัน เฮ่อ. .

หลังจากที่หมอไสยนิรภพ ตรวจดูไสยธาตุของผิงไปก็ทำให้ต้องขอพักไปครึ่งชั่วยาม ทำให้ข่าอดรับรู้ไสยธาตุของตัวเองไปโดยปริยาย เวลาว่างๆนี้เด็กน้อยทั้งสองนอนแผ่อยู่บนทุ่งหญ้าถามปัญหา เรื่องที่เกิดเมื่อครู่นี้ วนไปเรื่องสัพเพเหระกันตามภาษาเด็กๆ

นี่ๆ ข่า เธอคิดว่าอะไรเก่งที่สุด

พิณถามข่าด้วยความอยากรู้ ข่าเงียบไปสักพัก. . ไม่นานก็เด็ดใบหญ้าขึ้นมาและเป่าเป็นจังหวะธรรมชาติ ได้ยินเป็นเสียงแหลมดังกังวาลใกล้เคียงกับเสียงของขลุ่ยไม้ ค่อยๆคิดคำตอบของคำถามของพิณไปอย่างรื่นรมย์สุนทรีย์

ว้าว~ นายเป่าเพราะดีนะ มันชื่อเพลงอะไรหรอ ? ”

พิณยิงคำถามต่อมาอีกข้อ

เพลงนี้ผมเป่าเลียนแบบทำนองของพันปักษาหรดีครับ

เนื้อหาของดนตรีนี้กล่าวถึงฤดูกาลที่ฝูงนกน้อยใหญ่มากมาย ต่างโบยบินลงไปยังทิศทางแห่งมรสุมเพื่อหาที่อยู่ใหม่ แม้ว่าจะเป็นที่ๆมีอุปสรรคขนาดที่อาจจะเอาชีวิตไม่รอดไปก็ตาม แต่ก็ยังต้องไปต่อดิ้นรนเพื่อวันข้างหน้า ตามวัฏจักรของธรรมชาติ พันปักษาหรดี เป็นหนึ่งในบทเพลงที่เกี่ยวกับ ทิศ ที่มีทำนองช้าๆออกเศร้าสร้อยในช่วงแรกและได้แทรกเสียงสูงแสดงถึงกำลังใจในช่วงหลัง เหมือนกับแสงสว่างจุดเล็กๆบนความมืดมิดอันกว้างใหญ่ เป็นเพลงที่วณิพกแห่งไพรพณาทุกคนเล่นเมื่อพานพบกับอุปสรรคหนักหนา และถือเป็นบทเพลงระดับสูงของไพรพณาที่น้อยคนจะบรรเลงได้ไพเราะและทรงอานุภาพ

หนูพิณหลับตาเคลิ้มฟังเสี้ยวทำนองพันปักษาหรดีจากเสียงใบหญ้าที่ข่าเป่า แต่รู้สึกว่าพิณแค่ฟังเอาเพราะๆไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งเท่าไหร่ ดนตรีนี้สะกิดความหลังที่เริ่มเลือนลางของข่า ข่าจึงฉุกคิดถึงคำตอบในคำถามแรกของพิณและได้หยุดเป่าเพลงลง

ผมว่า นาฏสังหาร คือสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดครับ

ข่าตอบคำถามด้วยสีหน้ามั่นใจ

อะไรคือนาฏสังหาร ? ชื่อเพลงหรอ ? ฟังดูน่ากลัวจัง

หนูพิณดูงงๆกับคำตอบของข่า

ไม่ใช่นะครับพิณ นาฏสังหารหมายถึงตัวบุคคล เป็นสตรีที่สวยงามและแข็งแกร่งมากๆ

โป๊ก ! โป๊ก !

เสียงไม้เท้าหัวนาคของพ่อครูดนตรีมาเคาะกระบาลเด็กน้อยทั้งสอง

คุยเล่นกันเพลินเชียวนะ เจ้าเด็กจอมขี้เกียจทั้งสอง อย่านึกว่าพ่อไม่รู้นะว่าลูกพิณแอบโดดเรียน

อ๋าๆ ม่ายช่ายนาค้าาา

พิณหันไปมองข่าด้วยสายตาเคียดแค้น

อะ แฮ่มๆ ข่าเค้าไม่ได้เป็นคนมาฟ้องพ่อหรอกพิณ อย่าไปพาลกับคนบริสุทธิ์ เรื่องแค่นี้ไม่ต้องบอกพ่อก็รู้นิสัยเจ้าดี

พูดเรื่องน่าอายต่อหน้าเพื่อนชายเช่นนี้ทำเอาหนูพิณเขินอายมาก เธอวิ่งไปหาพ่อ แล้วเสียงต่อสู้โครมครามกันน่าหวาดเสียวตามแบบฉบับของครอบครัวนี้ดังสนั่น สุดท้ายหนูพิณก็แพ้พ่อที่แข็งแรงกว่าตามระเบียบ

แหะๆ สงสัยครอบครัวนี้บ้าพลังกันทุกคน

ข่าแอบพึมพำเบาๆ

พ่อน่ะฟังเราทั้งสองคุยมาตั้งแต่ตะกี้แล้ว รู้สึกว่าพวกเจ้าจะยังเข้าใจอะไรไม่ครบถ้วนนะเกี่ยวกับนาฏสังหารนะ

จากนั้นพ่อครูก็เรียกเด็กๆคนอื่นๆมาล้อมวงกันเพื่ออธิบายถึงความหมายของนาฏสังหาร. .

ทว่าทันใดนั้นท้องฟ้ากลายเป็นสีแดงฉาน เป็นอาเพศทางธรรมชาติที่ผิดปกติอย่างฉับพลัน สีหน้าของพ่อครูดนตรีเหมือนรู้ถึงบางอย่างกับเหตุการณ์นี้จึงสั่งให้เด็กๆนักเรียนที่รวมกลุ่มมาฟัง ให้รีบเข้าไปในเรือนไม้ทันที. .

 

============================================== 

 

ต้นฉบับ เปนไฟล์เวิด  เอามาใส่ยากมากเลยครับ  เลยขออณุญาตโพสแบบบไม่เรียบร้อย

 

edit @ 25 Dec 2007 01:08:14 by วัชชี่

ตอนที่ ๓ ราตรี

หมู่เมฆสีดำแดงรวมตัวกัน ควบแน่นไปด้วยโลหิตแดงฉาน

สาดกระหน่ำลงห่าฝนราวกับพายุ แท้จริงแล้วปรากฏการณ์นี้คือ

อาคมห่าฝนโลหิต ของพวกผีเปรต หากโดนฝนนี้เข้าไปแล้วล่ะก็ ร่างกายจะอ่อนแรงอ่อนล้า มันจะสร้างความถดถอยและรู้สึกสิ้นหวังกับผู้ที่มีจิตใจอ่อนแอ หลังจากนั้นจิตใจก็จะหลงทางและถูกครอบงำ

เปรตพวกนี้มิใช่มนุษย์ที่ทำกรรม แต่เกิดจากการสั่งสมจากความชั่วร้ายความโลภและความริษยาจากสัตว์เทพชั้นสูง

จนได้ก่อร่างสร้างตัวเป็นกายหยาบพร้อมด้วยอาคมมนต์ดำไสยเวทย์

เจ้าเปรตนี้กายจะมีกระดูกสันหลังที่แข็งแรงและเหยียดยาวกว่ามนุษย์มาก

ทำให้มีลำตัวสูงกว่าสองถึงสามเมตร กงจักรโลหะขึ้นสนิมเสียบปักบนหัวน่าขนลุกคืออาวุธของมัน โดยปกติเปรตจะไม่รบกวนความเป็นอยู่ของมนุษย์นอกจากมนุษย์หรือใครไปรบกวนมัน แต่รู้สึกคราวนี้จะผิดกัน

หมอไสยธาตุนิรภพวิ่งออกมาสมทบกับพ่อครูดนตรี ทั้งคู่ต่างหยิบเครื่องดนตรีประจำกายออกมาบรรเลงบทเพลงที่ทำให้เกิดลมกรรโชกแรง

คมหญ้าสังหาร พัดต้านเมฆสีแดงแหล่งกำเนิดฝนโลหิตเอาไว้

นี่. .พ่อครูทำไมเปรตพวกนี้ถึงได้บุกมาถึงที่นี่ได้ล่ะเนี่ย

หมอไสยถามพ่อครูด้วยความประหลาดใจ ท่ามกลางห่าฝนโลหิต

คงถึงวันนั้นแล้วสินะ. .วันแห่งการคัดเลือก. . ”

พ่อครูพูดด้วยสีหน้าซีดเซียว เหล่าเด็กนักดนตรีที่โตแล้วได้มาสมทบผสานกันบรรเลงดนตรีเวทมนตร์ปะทะกับกองทัพเปรตที่พุ่งเข้ามา

ทว่าผลกลับออกมาตรงกันข้าม เหล่าวิญญาณร้ายต่างพิโรธขึ้นหนักกว่าเดิม คราวนี้ไม่ว่าจุดไหนท้องฟ้า ก็มืดครึ้มเปื้อนสีแดงไปทั่ว ทำให้ชาวบ้านหวั่นวิตกและแตกตื่นกันอย่างมาก กลับเข้าบ้านปิดประตูหน้าต่างกันอย่างมิดชิด แต่ในเหตุการณ์เช่นนี้กลับมีเด็กคนหนึ่งตัดสินใจวิ่งออกจากเรือนไม้ที่ปลอดภัย

นายข่าจะไปไหน ! มันอันตรายนะ ! ”

พิณกับเพื่อนๆต่างตะโกนบอกข่า แต่ไม่ได้ผล. .

เขาวิ่งหายลับไปกลางสายฝนสีแดงแล้ว ถึงปากจะบอกว่าอันตรายแต่

สาวน้อยเลือดร้อนอย่างหนูพิณไหนเลยจะอยู่เฉย เธอกัดฟันทำท่าจะวิ่งออกจากเรือนไม้ตามข่าไป แต่ก็มีเพื่อนคนหนึ่งจับแขนรั้งพิณไว้

. .เอ๋! นายผิง อย่ามาห้ามฉันนะ ฉันจะไปตามข่ากลับมา ! ”

เพื่อนคนนั้นก็คือผิง ในความคิดของพิณไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นเขา !?

ในบรรดาเพื่อนๆสนิททั้งหลายของเธอ รวมถึงเจ้ากรวดที่ดูเก๋าที่สุด

แต่กลับตื่นตระหนกหวาดกลัวทำอะไรไม่ถูก

เปล่า. . เราไม่ได้ห้าม แต่เราจะไปกับเธอด้วย

ผิงพูดด้วยสีหน้าและสายตาที่น่าหวั่นเกรง เป็นเด็กหนุ่มที่ดูพึ่งพาได้ต่างกับคนอื่นๆลิบลับ พิณไม่สามารถปฏิเสธสายตานั้นได้ ( ? )

. . งั้นก็ตามใจนายแล้วกัน ถึงตายก็อย่าโทษกันล่ะ

ถึงผิงจะมีลักษณะผอมบาง หน้าตาเหมือนคนอดหลับอดนอนแต่ก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นอัจฉริยะที่สุดในห้อง อาคมของเขาน่าจะพอช่วยอะไรได้บ้างการที่ได้เพื่อนคนนี้ตามไปด้วยทำให้พิณรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะ

ทั่งคู่จึงได้ตัดสินใจวิ่งฝ่าห่าฝนโลหิตเพื่อไปตามหาข่า

เหมือนวันนั้นเลย เพียงแต่ว่าความกดดันและน่าสะพรึงกลัวยังไม่เท่า ข่าหวนนึกถึงอดีตติดตาในสมัยเด็กที่ยังพอจำความได้แต่ว่ามันคืออะไร ?

ทันใดนั้นเขารู้สึกเสียวสันหลังวาบ สังหรณ์ว่ามีบางอย่างตามมาข้างหลัง เมื่อหันกลับไป ก็เห็นดวงไฟสีเขียวเรืองรองคล้ายแสงตะเกียงลอยมาจากฟากฟ้าในบรรยากาศที่ดูมืดมิดในรอบๆทิศทาง มันเข้ามาใกล้ข่าเรื่อยๆด้วยความเร็วที่ผิดปกติ ความรู้สึกถึงภัยอันตรายนี้ทำให้ข่าพยายามเร่งฝีเท้าวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต มันช่างน่ากลัวเหลือเกิน. .

ไม่ทันแน่ !!

โอ้ยยย ! ”

มีหนึ่งในดวงไฟนับร้อย บินโฉบกระแทกไหล่ซ้ายของข่าเพราะวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตเลยทำให้เสียหลัก กลิ้งลาดไปกับพื้นหญ้าที่ชุ่มไปด้วยเลือด ข่าพยายามลุกขึ้นมา. .เขารู้สึกเจ็บแปล๊บที่ไหล่ซ้ายของเค้าพบว่าที่ไหล่มีแผลคล้ายกับถูกกัดจากลักษณะของแผลดูไม่เหมือนกับรอยกัดของสัตว์ป่าแต่ว่าเหมือนกับรอยฟันของมนุษย์เลย !?

ข่าแหงนหน้ามองบนฟ้าต้องการรู้ว่ามันคืออะไรที่ทำร้ายเขา . .

. .นั่นมัน !! ”

ข่าไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองสิ่งที่เขาได้เห็นแต่ในสมุดภาพและเรื่องเล่าจากปากของผู้ใหญ่มันจะมาปรากฏตัวต่อหน้าในเหตุการณ์แบบนี้

จื๋อ เป็นหนึ่งในพันธุ์ของกระสือชนิดหนึ่งที่มีแต่หัวกับดวงวิญญาณ

สีเขียว ในตำรากล่าวไว้ว่าพวกมันเป็นวิญญาณของสตรีที่ถูกสาป

ปกติแล้วจื๋อเป็นผีพรายกายละเอียดที่ไม่ร้ายกาจเท่าไหร่ ธรรมชาติของมันจะชอบออกมารังควานนักเดินทางในยามกลางคืนแต่หากมันอยู่รวมกันเป็นฝูงจะน่ากลัวมาก. .

ข่าถูกจื๋อหลายสิบตัวล้อมไว้ เขาไม่สามารถตอบโต้ใดๆได้เลยเพราะไม่ได้พกเครื่องดนตรีหรืออาวุธมาซักอย่าง จื๋อ นั้นเป็นพรายชั่วร้ายที่ชอบกินพลังชีวิตของสิ่งมีชีวิต เพื่อเพิ่มความสว่างให้กับดวงวิญญาณของตัวเองต่างจากกระสือทั่วไปที่กินสิ่งปฏิกูล แต่ในบางครั้งนั้นมันอาจกินเนื้อเป็นอาหารเพื่อดำรงรักษาบางส่วนที่เป็นกายเนื้อ ฝูงจื๋อบินเข้าไปหวังจะรุมกัดข่าด้วยความหิวโหย

ข่าหลับตาลง. .ชะตาชีวิตของเด็กน้อยจะมาขาดสะบั้นตรงนี้หรือนี่ !

ผัวะ !! เพี๊ยะ !

พริบตานั้นเองมีบางอย่างพุ่งเข้ากระแทกจื๋อจากที่เข้ามาใกล้ตัวข่าจนกระเด็นกระดอน ข่าลืมตาขึ้นมาดูสิ่งที่เกิดขึ้น

พิณ. .

หนูพิณมาทันพอดี !

นายมันเซ่อมากเลย บ้ามากๆ ทุเรศที่สุด ไอ้บ้า! ”

พิณด่าข่าเป็นชุด แต่เสียงเหล่านั้นกลับทำให้ข่าโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก. .

ถึงกับน้ำตาคลอเบ้า. . เพื่อนของเขามาช่วยเขาแล้ว !

ไม่ใช่เวลามาดีใจนะ ศึกใหญ่กำลังรออยู่ตรงหน้า

ผิงที่ตามหลังพิณมาติดๆ คอยดูและคำนวนสถานการณ์

ผิง ! นายก็มาด้วยเหรอเนี่ย!? ”

ข่าแทบไม่อยากเชื่อว่าเด็กอัจฉริยะในชั้นที่แทบไม่ได้คุยกันเลยจะมาด้วย

หึ. . จริงๆ เราก็แค่สนใจกับเหตุการณ์อาเพศนี้น่ะ ก็แค่นั้น. . ”

แม้คำพูดของผิงจะดูไร้เยื่อใยไปบ้าง แต่ถึงอย่างงั้นขิงก็ดีใจอยู่ดี

เข้ามาเลย เจ้าหลอดไฟ ! ”

พิณกล่าวท้าทายผีพรายและตั้งท่าเตรียมรบ

แม้ว่าพิณจะมีทักษะด้านการต่อสู้ด้วยมือเปล่าแต่ก็ยังเป็นเด็กอีกทั้งยังเผชิญกับผีร้ายนับร้อยก็เข้าขั้นอยู่ในสถานการณ์วิกฤติที่พลาดไม่ได้แม้แต่นิดเดียวพิณพยายามเก็บความรู้สึกหวาดกลัวเอาไว้ลึกๆ

! ทันใดนั้นฝูงจื๋อนับสิบบินว่อนกระจายไปรอบตัวของเธอ

มันพุ่งมาซัดกระแทกพิณพร้อมๆกัน !

. . เวรแล้ว ! เล่นงี้เลยเหรอ

พิณถูกกระหน่ำโจมตีด้วยการกัดแทะ ความคล่องแคล่วของการสืบเท้าหลบหลีกได้อย่างเฉียดฉิวและพุ่งหมัดตรงกระแทกที่ศีรษะของจื๋อตัวแรกเต็มกำลัง ได้ผล! ไฟวิญญาณสีเขียวของมันดับวูบลง ส่วนหัวที่ขาดพลังงานหลักได้แห้งเหือดร่วงลงมาบนพื้นหญ้าที่เปียกชุ่มแตกเป็นผง

ทำเอาพิณตระหนักถึงความสำคัญของเพลงมวยที่พ่อของตนสอนมาก็คราวนี่ล่ะ

เจ๋งมากเลยพิณ! ”

เมื่อเห็นแบบนี้ ข่าเองพยายามลุกขึ้นมาเผื่อจะพอทำประโยชน์ได้บ้าง

สมเป็นลูกของครูดนตรีที่เคยเป็นอดีตนักมวยเก่า

ผิงก็พยายามหาช่องทางโจมตีพวกจื๋ออยู่เช่นกัน

ป๊ะป๋า ! ขอบคุณมากค่า ~ ”

ดูเหมือนหนูพิณจะดีใจเร็วเกินไป จื๋อไม่ได้มีเพียงกลยุทธ์เพียงแค่การล้อมวงกัดเท่านั้น อยู่ๆฝูงจื๋อที่ล้อมรอบตัวของพิณก็ดับหายไป

เฮ้ย ! อะไรของมันเนี่ย ? หรือว่ามันใจเสาะตายไปหมดแล้ว

พิณกำลังชะล่าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ระวัง ! มันไมได้หายไป. . ”

ผิงเริ่มอ่านทางกลยุทธ์ของพวกจื๋อออก จึงรีบบอกเตือนพิณทันที

แต่ว่าระยะห่างของผิงกับพิณและข่าไกลกันเกินไป

สัมผัสความรู้สึกของจิตสังหารที่มาจากด้านบนของพิณ แสงสีเขียวสว่างจ้าขึ้นมาอย่างฉับพลัน! ในบรรยากาศที่มืดมิดแสงที่จ้าขึ้นมาขนาดนี้ทำให้พิณตาพ