Gallery

หลังจากได้ทำงานเป็น Graphic Disign มานานจนสามารถสะกดชื่ออาชีพเป็นภาษาอังกิดออก

( เกือบเดือนแล้วครับ ) ก็รู้สึกแปลกๆอย่างหนึ่่่งครับ . . เพื่อนๆร่วมทีมหรือเรียกกันว่าฝ่ายศิลป์

แต่ละคนจะมีงานคล้ายๆกันตามอาชีพคือ ทำหน้าปกหนังสือ จัดเนื้อใน ทำใบขั้น โปสเตอร์

ออกแบบโลโก้ และอื่นๆที่กราฟฟิกดีไซน์ส่วนใหญ่ทำกัน

แต่ผมกลับได้วาดรูป !?? วาดๆๆ ทำ Flash ทำ 3Dงานที่ปกติทางบริษัทจะส่งให้ฟรีแลนซ์วาดก็ส่งให้ผมวาดแทน

จากภาพกกราฟฟิคที่เอาไว้ตกแต่งร้าน Booktime ก็กลายเป็นภาพลายเส้นโดยผมเองไป

เริ่มสับสนใรอาชีพ เฮ่ย ! ตกลงเราเป็นกราฟฟิกดีไซน์หรือนักวาดภาพประกอบกันแน่ ( ฮา )

ในสำนักพิมพ์สุขภาพใจที่ก่อนตั้งมากว่า 40 ปี ( เปลี่ยนชื่อจากสุขภาพ เป็นสุขภาพใจเมื่อ 25 ปีก่อน )

เพึ่งเคยมีกราฟฟิกดีไซน์ที่ควบสกิลวาดรูปและอนิเมเตนิดๆอย่างผม อืมได้ใช้ skill ที่มีอยู่อย่างเต็มที่

ก็ดีอยู่หรอกครับแต่มันก็ . . แปลกๆอยู่ดี จริงๆอยากจะจัดเนื้อในหนังสือเพื่อฝึกโปรแรกม indesignด้วย

แต่งานวาดมันเยอะมากจนไม่สามารถทำงานอื่นได้นอกจากวาด

มันก็ทำให้ผมรู้ัตัวเองว่า จริงๆผมเป็นคนที่ชอบวาดรูปเอามากๆ วาดได้เรื่อยๆ วาดแล้วมีความสุข

วาดไม่แนว ไม่สวยก็ไม่เป็นไร ผมว่าผมวาดออกมาน่ารักในฉบับของผมผมก็อิ่มเอิบใจแล้ว

 

 

 

 

 

งานออกแบบโลโก้ครับ ไม่ผ่านซํกอัน หุๆ

หลังจากเล่น Illustrator แล้ว ผมก็ลองใช้สีโทนต่างๆดู อันนี้คือโทนร้อนครับ

ซาซ่า เด็กหญิงหน้าตากวนโอ้ย ขี้หงุดหงิด เป็นคนจริงจังกับชีวิต

 

อันนี้เป็นโทนเย็น ซึ่่งโทนเย็นผมจะไม่ค่อยถนัด เทียบแล้วผมจะลงสีโทนร้อนได้ไวกว่าเย็นมาก ครึ่งต่อครึ่งเลย

รินร์เรไร คราวนี้มามาดแบบสาวเยือกเย็น จริงๆเธอจะเรียบร้อยอ่อนโยนนะ หุๆ

โปรเจควาดภาพประกอบภาพแรกในชีวิต " กินดีไม่กนดี "

ภาพประกอบจากหนังสือแนวสุขภาพ การกิน รู้ว่าควรกินหรือไม่กินอะไร

ผมก็เป็นคนชอบกินๆอยู่แล้ว ได้ทำโปรเจคนี้นี่เข้าล๊อกเลย

( แต่นี่เป็นภาพตัวอย่างนะครับ ไมไ่ด้นำไปใช้จริง )

ภาพในหนังสือเล่มนี้ก็จะไม่พ้นผักผลไม้นาๆพันธุ์์ วาดเสร็จเนี่ยผมคงวาดผลไม้ได้หลายแบบเลย ( ฮา )

 

รินร์เรไรส่กิโมโนกินแฮมเบอเกอร์ เป็นภาพที่ผมชอบทีุ่สุดในเล่มนี้เลยครับ

เพราะว่าหนังสือเป็นแนวสุขภาพ เลยใช้เส้นสไตล์ดั้งเดิมล้วนๆไมไ่ด้ ก็เลยมีปรับให้งานดูสมดุล

กับคอหนังสือแนวนี้ขึ้นนิดนึง ให้งานไม่ไปทางญี่ปุ่นเกินไป ( ไม่รุ้ว่านี้มันยังดูญี่ปุ่นอยู่่อีกมากรึเปล่านา )

บุกร้านหนังสือ BOOKTIME พาต้าปิ่นเกล้า !

*หมายเหตุ โลโก้บุ๊คไทม์ฉบับปรับปรุง คอนเซ็ปต์ อีโกเฟรนรี่ ( เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ) ผมไมไ่ด้เป็นคนออกแบบนะครับ นี่เป็นผลงานของพี่เอก ( จำชื่อจริงไม่ได้ ) มือเก๋าของฝ่ายศิลป์์สำนักพิมพ์สุขภาพใจครับ : D

 

นี่คือสภาพร้านบุ๊คไทม์สาขาพาต้าปิ่นเกล้า ซึ่งเป็นร้านแรกของบุ๊คไทม์เลยทีเดียว

ปกติแล้วบุ๊คไทม์จะเป็นบูธขายหนังสือครับ หนังสือที่เป็นเอกลักษณ์ของบุ๊คไทม์จะเป็นพวกหนังสือ

แนวธรรมมะ โดยเฉพาะของท่านพุทธทาส ภิคขุ

สภาพตอนมีการวางหนังสือแล้วในภาพล่างจะมีแผ่นโปสเตอร์ของสวนโมก ( ประวัติเป็นอย่างไรผมไม่รู้เหมือนกันนะ แหะๆ )

ตอนนี้ก็นับได้ว่าร้านหนังสือสำเร็จไปเกิน 50 % แล้วครับ อีกไม่นานจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการแน่นอน

ตื่นเต้นจริงๆ ! ไฮไลท์ของร้านนี้ผมแนะนำ เดินสู่อิสรภาพ ของ อาจารย์ประมวล ครับ

ที่งานมหกรรมหนังสือ ถ้าใครได้ไปจะมี flash ที่ผมทำเกี่ยวกับอาจารย์ประมวลด้วย

สรุปย่อๆว่าท่านเป็นอาจารย์ปรัชญาที่เกษียรอายุ และได้เดินทางจากเชียงใหม่ไปเกาะสมุยด้วยเท้าเปล่า !

ในเวลา 77 วัน ( หรือ 66 หว่า )โดยไม่พกเงินติดตัว ฟังดูก็น่าสนใจแล้วใช่ไหมครับ

แนะนำท่านนักอ่านเลย หนังสือเบสเซลเล่อที่พิมพ์ใหม่ครั้งละหมื่นกว่าเล่ม กว่า 8 ครั้ง ท่านคงไม่พลาด

 

แอบอวดงานป้ายหัวเช๊ล ที่ขายหนังสือ ที่ผมทำเอง สังเกตุในภาพร้านหนังสือก็จะเห็นมีติดอยู่ครับ แต่ไม่ชัด


 

หมดงานสำหรับวันนี้แล้วครับ

จริงๆผมทำงานไว้เยอะมากๆ ไว้ถ้ามีโอกาสจะเอาตัวสำเร็จแล้วมาแปะอีกนะครับ

edit @ 10 Oct 2007 22:55:35 by วัชชี่

edit @ 20 Dec 2007 01:28:16 by วัชชี่

ในวันจันทร์ที่ 17 กันยายน 2550
ผมได้เป็น Graphic Design ( เขียนอาชีพตัวเองถูกเปล่าหว่า )
ที่สำนักพิมพ์ "สุขภาพใจ" ( ชื่อโรแมนติกมากๆ แต่เอาเข้าจริงๆเน้นหนังสือธรรมมะครับฮะๆ )
บริษัท ตถาตา พับลิเคชั่น จำกัด
ผลจากการที่ไปเรียน Illustrator ที่เน็ตดีไซน์เพิ่มนี่ คุ้มค่าจริงๆ
ถ้าไมไ่ด้เรียนอินลัส ผมคงไม่ได้งานกราฟฟิกดีไซน์เป็นแน่แท้

ขอเกริ่นเรื่องราวตอนหางาน
ตอนแรกหลังจากเรียนจบ ผมก็นั่งเล่นเกมอยู่ที่บ้านอย่างสบายใจไป 1- 2 เดือน
อย่างไม่เดือนเนื้อร้อนใจ แล้วก็ตะลอนๆไปเรื่อยๆ ไปหาเพื่อนที่บวช
เรียกเพื่อนมาช่วยทำเว็บไซต์บ้าง และอื่นๆ
จนกระทั่งโดนพ่อผมด่า โอ้วเซ็งจิต !
พ่ออยากให้ผมไปทำงานที่โรงงาน ( บ้านผมมีกิจการโรงชุบทองเป็นของตัวเองครับ )
ผมก็เลยต้องทำตามบัญชา พอไปถึงในช่วงหลายๆวันนั้นเองผมก็จัดแจงเกี่ยวกับ
อินเตอร์เน็ต แลน และอื่นๆรวมถึงทำเวบไซต์ของโรงงาน
ทำให้ระบบ iT ของโรงงานมีความลื่นไหลขึ้น จากที่ใช้กันแค่พิมพ์เอกสาร
แต่ตอนนี้มีใช้ msn ส่งงานกันแล้ว !

ไม่ใช่ว่าเรื่องมากนัก ( หรือจะว่าเรื่องมากก็ได้ครับ ) ผมไม่ชอบทำงานในโรงงาน
เพราะผมมีความฝันว่าจะเป็นนักพัฒนาเกมคนหนึ่งให้จงได้ ไม่ว่าจะพัฒนาด้านไหน
ซึ่งด้านที่ผมชอบที่สุดก็ไม่พ้นพวกกราฟฟิก ฮะๆ
จากนั้นผมก็ลองหางานดู ผมสารภาพว่า ผมหางานไม่เป็น !!!???
หายังไงเนี่ย ผมไม่อยากถามพี่สาวที่ทำงานแล้ว เพราะพี่ผมชอบตอบกวนๆ
( หรือว่าผมเป็นคนเข้าใจอะไรยากนะ พี่ผมเลยไม่อยากตอบ ? )
แต่ช่างมันเถอะครับ ถึงผมจะใช้ชีวิตเหมือนกับมีแม่คอยทำอะไรใ้ห้ทุกอย่างมาตลอด
แต่เรื่องหลักๆ อย่างการหางาน คบเพื่อน หรือการตัดสินใจเดินทางไหนเนี่ย
ผมเป็นคนเลือกด้วยตัวเองมาตั้งแต่แรกๆแล้ว
ผมมักจะเป็นคนไม่ได้เรื่องในบ้านในสายตาพ่อแม่พี่น้อง แต่ผมก็ไม่ค่อยพบกับ
ความล้มเหลวเท่าไหร่ในเวลาที่ผมได้ทำอะไรด้วยตัวเองมันเลยทำให้ผมมีความมั่นใจ
ในตัวเองสูงในด้านที่ผมถนัด
สิ่งที่ผมไม่ถนัดที่สุด คือการวางแผนระยะยาวและทำตามแผนนั้น
ซึ่งในทางตรงกันข้าม ผมถนัดกับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่สุด
ทำให้เวลาผมทำอะไร ความสำเร็จนั้นมักจะมาจากสิ่งที่อยู่นอกเหนือกับแผนเสมอ
( ไม่ดีเลยครับ ขอบอกๆ )
ตอนแรกผมหางานใน jobthai.com ไม่รู้ว่าทำไม ผมไม่เห็นเจออะไรในนั้นเลย ?
ผมเลยใช้ไอ้สิ่งที่ผมใช้อยู่อย่างเชี่ยวชาญ และประจำๆนั่นแหละ
คุณผู้อ่านก็คงจะเหมือนกับผม google สร้างโลก !
ไม่นานผมก็ได้เจอกับบริษัทไกล้ๆกับบ้านผมจากกูเกิ้ล ประมาณ 3 -4 ที่

ตอนแรกผมตัดสินใจที่จะไปสมัครงานที่บริษัทอิมเมจิ้น อย่างที่ัตั้งใจไว้
แต่เอาเข้าจริงๆ บริษัทมันอยู่ไหนก็ไม่รู้ ? ที่เพื่อนผมไปฝึกงาน นั่นก็ไม่ใช่ที่สมัครงาน
ทำเอางงเมากๆ

เอ่อเดี๋ยวจะลืม ผมขอขอบคุณ เซี๊ยะ ด๋ม และพี่สาวที่เอื้อเฟื้อ Resume ให้ผม
และท่านแม่ ที่คอยจุกจิกผมจนแทบมึนว่าใครจะไปสมัครงานกันแน่เนี่ย ( ฮา )

หลังจากที่งงกับบริษัทเกมยักษ์ใหญ่อย่างอิมเมจิ้นแมก ผมเลยตรงไปหาเจ้าเดเพื่อนซี้
ที่หอแถวมหาลัยรังสิต และไปนั่งจิ้มโน๊ตบุ๊คหางานที่นั่น
ก็เลยต้องขอบใจเจ้าเดเพื่อนซี้ด้วย ที่จัดหาที่อยู่อาศัย และรายชื่อสมาิชิก
แถมยังโทรมาถามข่าวคราวเรื่อยๆ เพื่อนแต่ละคนของผมนี่ช่างดีจริงๆเลย~
ผมได้โทรไปถามไถ่ข้อมูลอย่าง ไม่ร้อนใจในหอของเพื่อน
ผิดกับตอนที่อยู่ในบ้านลิบลับเลย เพราะแม่ผมจะคอยพยายามจะจัดการให้ตลอด
ผมก็ไม่สามารถว่าอะไรท่านได้เพราะท่านหวังดีกับผม แต่การทำแบบนั้นมันเป็น
การตอบย้ำว่า ลูกชายท่านทำอะไรด้วยตัวเองไม่เป็นนะครับ !
เรื่องนี้ผมถือว่าเป็นเรื่อง " ใหญ่ " ของผมเอง
และของทุกคนด้วย คงไม่มีใครที่ทำงานแล้วพูดว่า อยากให้พ่อแม่หางานให้จัง
คงมีแต่คนคิดว่า ข้านี่แหละจะหางานด้วยตัวของข้าเอง เพื่อพิสูจน์ตัวเอง
ว่าสามารถออกเผชิญโลกกว้างอย่างแท้จริงได้ ถึงจะฟังดูอวดดีอวดเก่งไปซะหน่อย
แต่ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่คิดแบบนั้น

หลังจากที่โทรถามไปมานานทั้งวัน ผมก็เริ่มเข้าใจว่าการหางานนั้น มันมีอุปสรรคอะไร
ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ในยามที่จำเป็นต้องหางานบ้างนะครับ
1. จบมาไม่ตรงสาย
> ความคิดที่ว่า คนเราจบมาไมไ่ด้ทำงานอย่างที่เรียนมากหรอก ถูกครับ
แต่ถ้าจะดีกว่าไหมถ้า " เรียนในสิ่งที่ชอบและได้ทำในสิ่งที่อยากทำ "
บุญเก่าที่สะสมไว้ เช่นผลงานที่เคยสร้างไว้ งานที่เคยถูกเพื่อนไหว้วานมา
และทำให้ฟรีๆ และอื่นๆที่ทำไปเพราะความสนุก มันช่วยผมไว้
ถ้าไม่มีของเหล่านี้ หรือต่อให้มีผมก็คิดว่า มันคงเทียบไมไ่ด้กับคนที่
ได้เรียนและได้ทำในด้านที่ตนถนัด คุณแพ้แน่ ! ถ้ามีเค้าและคุณเข้ามาสมัครงานพร้อมกัน
2. Skill ไม่พอใช้
> ผลพลอยมาจากการเรียนไม่ตรงสาย ความสามารถก็ถูกจำกัดไปด้วยครับ
ผลงานก็น้อย พอร์ทน้อย บางคนก็รู้สึกสิ้นหวังไปได้เลยละครับ
3. Skill มากไป แต่ไม่ลึกซักอย่าง
> คนเราพอชอบอะไรก็ทำดะไปซะทุกอย่างครับ อย่างสายกราฟฟิกอย่างผมเนี่ย
3D ก็จะเอา รีทัศก็ด้วย อินลัส แฟรช ตัดต่อ การ์ตูน จะเรียนรู้ซะทั้งหมด
แต่พอเจองานจริงๆ มันให้ทำแค่อย่างเดียว ! นั่นแหละครับ
แล้วเราจะเลือกอะไรดี ก็คงต้องเลือกอันที่เราถนัดที่สุดไว้ก่อนเป็นยอดดี : P
4. เจอที่ทำได้หมด แถมอยากทำด้วย แต่ !!! มันระบุเพศที่ไม่ใช่เพศเดียวกับเรา
>เจอมากับตัว ! โอ้ว งานวาดการตูน ! ไหนดูคุณสมบัติซิ
โอ้ว ทำได้หมดเลย เย้ๆๆ เอ๊ะ!? ข้อสุดท้าย " รับเฉพาะผู้หญิง "
อืม เลยแห้วไปโดยปริยายครับ TT__TT
5. มันระบุรีเควสประสบการณ์ทำงาน
> ถ้าเราจะเก๋าขนาดมองข้ามข้อได้ได้ ก็จำเป็นต้องมีผลงานดองไว้เยอะมากครับ
สำหรับคนที่จบสายตรงๆมา ก็คงเคยมีประสบการณ์ฝึกงานมาบ้างก็ไม่มีปัญหา

สุดท้าย ก็ได้งานไกล้บ้านครับ ไกล้มากๆ ได้สัมภาษณ์รอบแรกและรอบเดียว
เทสงานก็ผ่านเข้ารอบเลย ไชโย !
เท่ากับว่าผมได้งานเลยในการหาครั้งแรก นับว่าเป็นที่น่าภาคภูมิใจอย่างมาก
สำหรับผม และยิ่งที่ทำงานนั้น แสนอบอุ่น พี่ๆเพื่อนๆที่ทำงานดีมากๆๆๆ
แถมการทำงานในสำนักพิมพ์ก็เป็นก้าวที่ดีสำหรับ การจะไปสู่การเป็นนักพัฒนาเกม
( ตรงไหนวะ ! ) ผมเป็นคนชอบหนังสือ ( การ์ตูน ) มาก ( ซึ่งสำนักพิมพ์นี้ไมไ่ด้ทำ )

ตอนนี้บริษัทผมกำลังจะเปิดร้านหนังสือขนาดใหญ่ที่พาต้าปิ่นเกล้าชื่อว่า " BOOK TIME "
เพื่อนๆอาจจะเคยได้ยินและได้เห็นร้านนี้ที่เป็นบูธเล็กๆ (แต่ผมไม่เคยเห็น )
ไว้มีความคืบหน้าอะไร ผมจะมาบอกใน Blog นี้เป็นระยะๆครับ

ส่วนข่าวดีใึครที่เขียนนิยายอะไรบน BLOG เอามาเสนอที่สำนัำกพิมพ์ที่ผมทำงาน
อยู่ได้นะครับ สำหรับคนที่ไมไ่ด้เขียนก็แนะนำเคนที่เขียนติดต่อผมมาก็ได้ครับ
lightningmemory@hotmail.com

ตบท้ายด้วยภาพที่ทำไว้ช่วงนี้ครับ


edit @ 20 Dec 2007 01:30:35 by วัชชี่

รินร์ไรไร Charactor Design








เปิดตัวอย่างเป็นทางการครับ ! นับว่าเป็นการเขียนบล๊อกครั้งที่ 2 ของผมเลย
ความจริงว่าจะเปิดตั้งนานแล้วครับ แต่ว่างงกับ CSS จนต้องให้น้อง
Cotton ( ฝ้าย ) ช่วยเหลือ ทำให้บางคนที่เปิดบล๊อกนี้มาตอนแรกๆ ตกใจว่า
ทำไมมันมีภาพและอื่นๆเหมือนกับของฝ้ายเลย ! ( ฮา )
ขอบคุณหลายๆเน่อ ^ ^

Pattyna EXTEEN !

บล๊อกสีส้มของกลุ่ม XBOG

คุณเห็นเด็กน้อยบนเฮดเดอร์และภาพด้านบนไหมครับ เธอเป็น 1 ในตัวละครของโปรเจค
" สุริยา กลิ่มมะลิ " หรือ " Sunny Jusime " ชื่อว่า " ซุง "
แต่ผมจะเรียกว่า " รินร์เรไร " ซึ่งเป็นตัวละครใน Siamwarrior Fiction



นี่เป็นโลโก้เวอชั่นภาษาปะกิด

สุริยากลิ่นมะลิ เป็นโปรเจคที่จะรวบทุกตัวละครที่เคยคิดไว้ตั้งแต่สมัยอดีตกาลผสมกับ
ตัวละครใหม่ๆ เป็น Comic Party ส่วนตัวของผมเลย
โดยเนื้อเรื่องจะเรียบง่าย สบายๆ ตลกนิดขำหน่อย ของกลุ่มนักเรียนนักศึกษา
เป็นมุข 4 ช่อง และแบบเต็มๆหน้าก็มีโดยต่อยอดจากโปรเจค Parttime " รั้วมหาวิทยาลัย "



อ้าว อย่าพึ่งงงสิครับ

มาพบกับตัวอย่างลักษณะของการตูนเรื่องสุริยากลิ่นมะลิ




เขีียนบล๊อกครั้งแรกก็ เห่อยัดภาพมาซะขนาดนี้เลย. .
วันอื่นๆ น่าจะน้อยลงๆไปนะครับ
ยังไงก็ขอฝากผลงาน " สุริยา กลิ่นมะลิ " กับผลงานภาพอื่นๆ
พร้อมกับ Siamwarrior Fiction และข่าวคราวต่างๆของกลุ่ม XBOG ไว้ด้วยนะคร๊าบ




edit @ 2007/08/04 20:22:38

edit @ 20 Dec 2007 01:29:07 by วัชชี่