ตอนที่
๓ ราตรี
หมู่เมฆสีดำแดงรวมตัวกัน
ควบแน่นไปด้วยโลหิตแดงฉาน
สาดกระหน่ำลงห่าฝนราวกับพายุ แท้จริงแล้วปรากฏการณ์นี้คือ
“
อาคมห่าฝนโลหิต ” ของพวกผีเปรต
หากโดนฝนนี้เข้าไปแล้วล่ะก็
ร่างกายจะอ่อนแรงอ่อนล้า
มันจะสร้างความถดถอยและรู้สึกสิ้นหวังกับผู้ที่มีจิตใจอ่อนแอ
หลังจากนั้นจิตใจก็จะหลงทางและถูกครอบงำ
เปรตพวกนี้มิใช่มนุษย์ที่ทำกรรม
แต่เกิดจากการสั่งสมจากความชั่วร้ายความโลภและความริษยาจากสัตว์เทพชั้นสูง
จนได้ก่อร่างสร้างตัวเป็นกายหยาบพร้อมด้วยอาคมมนต์ดำไสยเวทย์
เจ้าเปรตนี้กายจะมีกระดูกสันหลังที่แข็งแรงและเหยียดยาวกว่ามนุษย์มาก
ทำให้มีลำตัวสูงกว่าสองถึงสามเมตร
กงจักรโลหะขึ้นสนิมเสียบปักบนหัวน่าขนลุกคืออาวุธของมัน โดยปกติเปรตจะไม่รบกวนความเป็นอยู่ของมนุษย์นอกจากมนุษย์หรือใครไปรบกวนมัน แต่รู้สึกคราวนี้จะผิดกัน
หมอไสยธาตุนิรภพวิ่งออกมาสมทบกับพ่อครูดนตรี
ทั้งคู่ต่างหยิบเครื่องดนตรีประจำกายออกมาบรรเลงบทเพลงที่ทำให้เกิดลมกรรโชกแรง
“
คมหญ้าสังหาร ” พัดต้านเมฆสีแดงแหล่งกำเนิดฝนโลหิตเอาไว้
“
นี่. .พ่อครูทำไมเปรตพวกนี้ถึงได้บุกมาถึงที่นี่ได้ล่ะเนี่ย
”
หมอไสยถามพ่อครูด้วยความประหลาดใจ
ท่ามกลางห่าฝนโลหิต
“
คงถึงวันนั้นแล้วสินะ. .วันแห่งการคัดเลือก. . ”
พ่อครูพูดด้วยสีหน้าซีดเซียว
เหล่าเด็กนักดนตรีที่โตแล้วได้มาสมทบผสานกันบรรเลงดนตรีเวทมนตร์ปะทะกับกองทัพเปรตที่พุ่งเข้ามา
ทว่าผลกลับออกมาตรงกันข้าม เหล่าวิญญาณร้ายต่างพิโรธขึ้นหนักกว่าเดิม คราวนี้ไม่ว่าจุดไหนท้องฟ้า
ก็มืดครึ้มเปื้อนสีแดงไปทั่ว ทำให้ชาวบ้านหวั่นวิตกและแตกตื่นกันอย่างมาก
กลับเข้าบ้านปิดประตูหน้าต่างกันอย่างมิดชิด
แต่ในเหตุการณ์เช่นนี้กลับมีเด็กคนหนึ่งตัดสินใจวิ่งออกจากเรือนไม้ที่ปลอดภัย
“
นายข่าจะไปไหน ! มันอันตรายนะ ! ”
พิณกับเพื่อนๆต่างตะโกนบอกข่า แต่ไม่ได้ผล.
.
เขาวิ่งหายลับไปกลางสายฝนสีแดงแล้ว ถึงปากจะบอกว่าอันตรายแต่
สาวน้อยเลือดร้อนอย่างหนูพิณไหนเลยจะอยู่เฉย เธอกัดฟันทำท่าจะวิ่งออกจากเรือนไม้ตามข่าไป
แต่ก็มีเพื่อนคนหนึ่งจับแขนรั้งพิณไว้
“
อ. .เอ๋! นายผิง อย่ามาห้ามฉันนะ ฉันจะไปตามข่ากลับมา ! ”
เพื่อนคนนั้นก็คือผิง ในความคิดของพิณไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นเขา
!?
ในบรรดาเพื่อนๆสนิททั้งหลายของเธอ รวมถึงเจ้ากรวดที่ดูเก๋าที่สุด
แต่กลับตื่นตระหนกหวาดกลัวทำอะไรไม่ถูก
“
เปล่า. . เราไม่ได้ห้าม แต่เราจะไปกับเธอด้วย
”
ผิงพูดด้วยสีหน้าและสายตาที่น่าหวั่นเกรง
เป็นเด็กหนุ่มที่ดูพึ่งพาได้ต่างกับคนอื่นๆลิบลับ พิณไม่สามารถปฏิเสธสายตานั้นได้ ( ?
)
“ . . งั้นก็ตามใจนายแล้วกัน ถึงตายก็อย่าโทษกันล่ะ ”
ถึงผิงจะมีลักษณะผอมบาง
หน้าตาเหมือนคนอดหลับอดนอนแต่ก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นอัจฉริยะที่สุดในห้อง
อาคมของเขาน่าจะพอช่วยอะไรได้บ้างการที่ได้เพื่อนคนนี้ตามไปด้วยทำให้พิณรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะ
ทั่งคู่จึงได้ตัดสินใจวิ่งฝ่าห่าฝนโลหิตเพื่อไปตามหาข่า
เหมือนวันนั้นเลย
เพียงแต่ว่าความกดดันและน่าสะพรึงกลัวยังไม่เท่า ข่าหวนนึกถึงอดีตติดตาในสมัยเด็กที่ยังพอจำความได้แต่ว่ามันคืออะไร
?
ทันใดนั้นเขารู้สึกเสียวสันหลังวาบ สังหรณ์ว่ามีบางอย่างตามมาข้างหลัง เมื่อหันกลับไป
ก็เห็นดวงไฟสีเขียวเรืองรองคล้ายแสงตะเกียงลอยมาจากฟากฟ้าในบรรยากาศที่ดูมืดมิดในรอบๆทิศทาง
มันเข้ามาใกล้ข่าเรื่อยๆด้วยความเร็วที่ผิดปกติ
ความรู้สึกถึงภัยอันตรายนี้ทำให้ข่าพยายามเร่งฝีเท้าวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต มันช่างน่ากลัวเหลือเกิน.
.
ไม่ทันแน่
!!
“
โอ้ยยย ! ”
มีหนึ่งในดวงไฟนับร้อย
บินโฉบกระแทกไหล่ซ้ายของข่าเพราะวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตเลยทำให้เสียหลัก
กลิ้งลาดไปกับพื้นหญ้าที่ชุ่มไปด้วยเลือด
ข่าพยายามลุกขึ้นมา.
.เขารู้สึกเจ็บแปล๊บที่ไหล่ซ้ายของเค้าพบว่าที่ไหล่มีแผลคล้ายกับถูกกัดจากลักษณะของแผลดูไม่เหมือนกับรอยกัดของสัตว์ป่าแต่ว่าเหมือนกับรอยฟันของมนุษย์เลย
!?
ข่าแหงนหน้ามองบนฟ้าต้องการรู้ว่ามันคืออะไรที่ทำร้ายเขา .
.
“
น. .นั่นมัน !!
”
ข่าไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองสิ่งที่เขาได้เห็นแต่ในสมุดภาพและเรื่องเล่าจากปากของผู้ใหญ่มันจะมาปรากฏตัวต่อหน้าในเหตุการณ์แบบนี้
“
จื๋อ ”
เป็นหนึ่งในพันธุ์ของกระสือชนิดหนึ่งที่มีแต่หัวกับดวงวิญญาณ
สีเขียว
ในตำรากล่าวไว้ว่าพวกมันเป็นวิญญาณของสตรีที่ถูกสาป
ปกติแล้วจื๋อเป็นผีพรายกายละเอียดที่ไม่ร้ายกาจเท่าไหร่
ธรรมชาติของมันจะชอบออกมารังควานนักเดินทางในยามกลางคืนแต่หากมันอยู่รวมกันเป็นฝูงจะน่ากลัวมาก.
.
ข่าถูกจื๋อหลายสิบตัวล้อมไว้
เขาไม่สามารถตอบโต้ใดๆได้เลยเพราะไม่ได้พกเครื่องดนตรีหรืออาวุธมาซักอย่าง
จื๋อ นั้นเป็นพรายชั่วร้ายที่ชอบกินพลังชีวิตของสิ่งมีชีวิต
เพื่อเพิ่มความสว่างให้กับดวงวิญญาณของตัวเองต่างจากกระสือทั่วไปที่กินสิ่งปฏิกูล
แต่ในบางครั้งนั้นมันอาจกินเนื้อเป็นอาหารเพื่อดำรงรักษาบางส่วนที่เป็นกายเนื้อ
ฝูงจื๋อบินเข้าไปหวังจะรุมกัดข่าด้วยความหิวโหย
ข่าหลับตาลง.
.ชะตาชีวิตของเด็กน้อยจะมาขาดสะบั้นตรงนี้หรือนี่ !
ผัวะ !!
เพี๊ยะ !
พริบตานั้นเองมีบางอย่างพุ่งเข้ากระแทกจื๋อจากที่เข้ามาใกล้ตัวข่าจนกระเด็นกระดอน ข่าลืมตาขึ้นมาดูสิ่งที่เกิดขึ้น
“ พิณ. . ”
หนูพิณมาทันพอดี !
“
นายมันเซ่อมากเลย บ้ามากๆ
ทุเรศที่สุด ไอ้บ้า! ”
พิณด่าข่าเป็นชุด
แต่เสียงเหล่านั้นกลับทำให้ข่าโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก.
.
ถึงกับน้ำตาคลอเบ้า. .
เพื่อนของเขามาช่วยเขาแล้ว !
“
ไม่ใช่เวลามาดีใจนะ
ศึกใหญ่กำลังรออยู่ตรงหน้า
”
ผิงที่ตามหลังพิณมาติดๆ คอยดูและคำนวนสถานการณ์
“
ผิง ! นายก็มาด้วยเหรอเนี่ย!?
”
ข่าแทบไม่อยากเชื่อว่าเด็กอัจฉริยะในชั้นที่แทบไม่ได้คุยกันเลยจะมาด้วย
“
หึ. . จริงๆ
เราก็แค่สนใจกับเหตุการณ์อาเพศนี้น่ะ ก็แค่นั้น. .
”
แม้คำพูดของผิงจะดูไร้เยื่อใยไปบ้าง
แต่ถึงอย่างงั้นขิงก็ดีใจอยู่ดี
“
เข้ามาเลย เจ้าหลอดไฟ
! ”
พิณกล่าวท้าทายผีพรายและตั้งท่าเตรียมรบ
แม้ว่าพิณจะมีทักษะด้านการต่อสู้ด้วยมือเปล่าแต่ก็ยังเป็นเด็กอีกทั้งยังเผชิญกับผีร้ายนับร้อยก็เข้าขั้นอยู่ในสถานการณ์วิกฤติที่พลาดไม่ได้แม้แต่นิดเดียวพิณพยายามเก็บความรู้สึกหวาดกลัวเอาไว้ลึกๆ
!
ทันใดนั้นฝูงจื๋อนับสิบบินว่อนกระจายไปรอบตัวของเธอ
มันพุ่งมาซัดกระแทกพิณพร้อมๆกัน
!
“
ว. . เวรแล้ว ! เล่นงี้เลยเหรอ ”
พิณถูกกระหน่ำโจมตีด้วยการกัดแทะ
ความคล่องแคล่วของการสืบเท้าหลบหลีกได้อย่างเฉียดฉิวและพุ่งหมัดตรงกระแทกที่ศีรษะของจื๋อตัวแรกเต็มกำลัง ได้ผล!
ไฟวิญญาณสีเขียวของมันดับวูบลง
ส่วนหัวที่ขาดพลังงานหลักได้แห้งเหือดร่วงลงมาบนพื้นหญ้าที่เปียกชุ่มแตกเป็นผง
ทำเอาพิณตระหนักถึงความสำคัญของเพลงมวยที่พ่อของตนสอนมาก็คราวนี่ล่ะ
“
เจ๋งมากเลยพิณ! ”
เมื่อเห็นแบบนี้
ข่าเองพยายามลุกขึ้นมาเผื่อจะพอทำประโยชน์ได้บ้าง
“
สมเป็นลูกของครูดนตรีที่เคยเป็นอดีตนักมวยเก่า ”
ผิงก็พยายามหาช่องทางโจมตีพวกจื๋ออยู่เช่นกัน
“
ป๊ะป๋า ! ขอบคุณมากค่า ~
”
ดูเหมือนหนูพิณจะดีใจเร็วเกินไป
จื๋อไม่ได้มีเพียงกลยุทธ์เพียงแค่การล้อมวงกัดเท่านั้น
อยู่ๆฝูงจื๋อที่ล้อมรอบตัวของพิณก็ดับหายไป
“
เฮ้ย ! อะไรของมันเนี่ย ? หรือว่ามันใจเสาะตายไปหมดแล้ว ”
พิณกำลังชะล่าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“
ระวัง !
มันไมได้หายไป. . ”
ผิงเริ่มอ่านทางกลยุทธ์ของพวกจื๋อออก จึงรีบบอกเตือนพิณทันที
แต่ว่าระยะห่างของผิงกับพิณและข่าไกลกันเกินไป
สัมผัสความรู้สึกของจิตสังหารที่มาจากด้านบนของพิณ
แสงสีเขียวสว่างจ้าขึ้นมาอย่างฉับพลัน!
ในบรรยากาศที่มืดมิดแสงที่จ้าขึ้นมาขนาดนี้ทำให้พิณตาพล่าและด้วยความตื่นตระหนกตกใจนี้
เหล่าจื๋อไม่รอช้าต่างพุ่งกระหน่ำโจมตีพิณอีกครั้ง
“
โอ้ยย ! . . ”
คราวนี้พิณไม่สามารถหลบการโจมตีทั้งหมดได้
แรงกระแทกพร้อมรอยแผลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วไม่นานพิณก็ทรุดลง แต่การโจมตีของจื๋อไม่
หยุดเพียงแค่นี้ในฝูงจื๋ออีกหลายสิบตัวมาสมทบเพื่อจู่โจมเด็กทั้งสอง
“
พิณ ! ”
ข่าได้กอดพิณเอาไว้และเอาตัวของตนเองบังไม่ให้
จื๋อ มาทำร้ายพิณได้
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงระนาดรัวขึ้น
!
แผ่พุ่งปราณจำนวณมากปัดเป่าฝูงของจื๋อที่เข้ามาโจมตีข่าพัดเป็นวงของพายุ
นี่คือเสียงรัวระนาดดนตรีเวทมนตร์ของผิง ที่หยิบแผ่นไม้ระนาดมาด้วย
แม้จะไม่มีตัวเครื่องแต่เวทย์นั้นก็ทรงอานุภาพมีความรุนแรงของทำนองไม่แพ้กลุ่มนักเรียนโตเลยทีเดียว
“
ฟู่. .ขอบใจมากผิง เกือบไปแล้ว. .
”
ถึงจะรอดมาได้แต่ก็ทำเอาข่าสะบักสะบอมทีเดียว
“ ยังหรอกนะ เวทย์ดนตรียังไม่สมบูรณ์พอ
เพราะความถดถอยจากอาคมห่าฝนโลหิต ”
ผิงบอกกับทั้งคู่ไม่ให้ประมาท
การบรรเลงเวทมนตร์ดนตรีขั้นต้นเปิดทางให้เด็กทั้งสามสามารถหลุดออกจากฝูงของจื๋อได้
เด็กทั้งสามจึงรีบวิ่งฝ่ากลางสายฝน
เพื่อหาที่ปลอดภัยทันที
เบื้องหน้านี้มีป้อมปราการเล็กๆ
ของหน่วยทหารรักษาเมืองอยู่
นั่นเพราะไม่ดีแน่หากต้องตากฝนโลหิตนานกว่านี้แถมยังมีรอยแผลจากการถูกโจมตีอีกด้วยสภาพจิตใจและร่างกายเริ่มจะย่ำแย่
“
ข่า ทำไมอยู่ๆ นายถึงได้วิ่งฝ่าฝนโลหิตออกมาล่ะ ? ”
ผิงถามด้วยความสงสัยระหว่างวิ่งไปที่ป้อม
“
อ่า. . คือ. . ผมจะรีบไปเอาของบางอย่างที่ฝากไว้กับพี่ครับ
”
ข่าตอบแบบอ้ำๆอึ้งๆ
“
มันก็ไม่น่าจะรีบร้อนอะไรขนาดนั้นนิ แบบนี้มันเสี่ยงนะ ”
ผิงไม่ค่อยพอใจกับเหตุผลเล็กๆน้อยๆที่ต้องทำเรื่องเสี่ยงขนาดนี้
“
นี่ นายข่า
นายมีพี่ด้วยเหรอ หวังว่าพี่ที่นายพูดถึง คงไม่ได้หมายถึงต้นมะม่วงนั่นหรอกนะ
!!! ”
พิณแทรกขึ้นมา
ข่าพยักหน้าและวิ่งต่อไป
เมื่อเรื่องเป็นแบบนี้แล้วพิณเองก็ไม่อยากจะเซ้าซี้ต่อเพราะดูข่าเองก็บาดเจ็บอยู่ไม่น้อย
ไม่ทันไรเหล่าฝูงดวงไฟสีเขียวก็ลอยตามมาติดๆ.
.
“
ย. .แย่แล้วมันตามมาแล้ว
ผิงนายทำอะไรซักอย่างหน่อยเซ่ !”
พิณพูดด้วยท่าทางสะบักสะบอม แรงกายก็เริ่มหมดลงเรื่อยๆ
สำหรับเวทย์ดนตรีแล้วการบรรเลงเพลงขณะเคลื่อนไหวด้วยความเร็วเป็นไปได้ยากมาก
เพราะท่วงทำนอาจจะผิดเพี้ยนไม่สามารถรวบรวมปราณและสมาธิได้
แม้แต่ผิงเองก็จนปัญญาที่จะใช้มันขณะวิ่ง
“
แฮ่กๆ . .ใกล้ถึงป้อมแล้ว ทุกคนทนอีกหน่อยนะครับ ”
ข่าเริ่มใจชื้นเมื่อเห็นป้อมเพียงลางๆ
ไม่ทันขาดคำ
พิณก็สะดุดบางอย่างจนล้มลงไถลกับหญ้า
เด็กชายทั้งสองจึงหยุดวิ่งต่อทันที และเมื่อมองไปที่เท้าของพิณตกใจอย่างมากเมื่อพบว่าบางอย่างที่ทำให้พิณล้มลงไปนั้นคือร่างไร้วิญญาณของทหารนายหนึ่ง
“
น. .นี่มันอะไรกันเนี่ยยย !
”
เสียงอุทานของเด็กทั้งสามแทบออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
เพราะเมื่อมองไปเบื้องหน้าพวกเขาก็ได้พบศพของทหารนายอื่นๆ
นอนอยู่รอบๆเรียงยาวไปถึงป้อม
“
นายข่านายผิง. .ทุกคนตายหมดแล้ว พวกเราจะทำยังไงดี. . ”
เสียงสะอื้นของพิณพูดออกมาด้วยความหมดหวัง. .
ดวงไฟสีเขียวจำนวนมากทั้งฝูงเก่าที่เล่นงานพวกข่าครั้งแรก
และฝูงใหม่ที่มาจากทิศทางของป้อมกระจายล้อมเด็กทั้งสามไว้
พวกจื๋อฝูงใหม่ที่มาจากด้านหน้านี้มันมาพร้อมกับเสียงหอนดังโหยหวนดังสนั่น
!
พวกข่าได้ฟังก็รู้ทันทีว่ามันไม่ใช่เสียงของหมาทั่วๆไปแน่ๆ. .
เสียงเหยียบย่ำพื้นหญ้าดังขึ้นเรื่อยๆ มันมาจากทางป้อม
สิ่งนี้จะเฉลยถึงเบื้องหลังความตายของทหารจำนวนมาก
ผิงได้ตัดสินใจกางแผ่นระนาดออก
และเริ่มรัวระนาดด้วยบทเพลงที่เกรี้ยวกราดกว่าเดิม “ คมหญ้าสังหาร ”
บทเพลงเวทมนตร์ที่จะดึงเอาพลังชีวิตของใบหญ้าที่เปียกชื้นรอบๆ สร้างคมมีดจากพลังชีวิตจำนวนมาก คมมีดวนเป็นพายุล้อมรอบตัวเองและพวกข่าไว้ โดยปกติคมหญ้าสังหาร
เป็นเวทย์ดนตรีสำหรับการโจมตีระยะไกลโดยพุ่งคมหญ้าเชือดเฉือนร่างของศัตรู
แต่เพราะห่าฝนโลหิตทำให้ผิงไม่สามารถควบคุมทิศทางของคมหญ้าได้
แม้จะควบคุมได้ก็ไม่ดีแน่ที่จะปะทะไปตรงๆกับดวงไฟนับร้อย คมหญ้าที่หมุนวนเป็นวงกลมพายุบดบังร่างของเด็กทั้งสามไว้ทำให้พวกจื๋อมองไม่เห็นพวกเขา บางตัวก็ปลิวออกมา
“
ยอดมากๆเลยนายผิง! ทำไมไม่ทำซะตั้งแต่แรกล่ะเนี่ย ”
พิณเริ่มมีความหวังกับบทเพลงนี้
“
เข้าใจผิดแล้ว. .เพลงนี้เล่นแบบหมาจนตรอก
ขอยอมรับเลยนะว่าตอนนี้เราก็มืดแปดด้านแล้วเหมือนกัน ”
ผิงเริ่มอ่อนล้ากับการรัวระนาด.
.แม้แต่ผิงที่ฉลาดเฉลียว
ปรีชาด้านดนตรียังจนปัญญาเหรอเนี่ยข่าเริ่มตระหนักและพยายามคิดช่วยหาวิธี
และข่าก็ตัดสินใจวิ่งออกนอกพายุคมหญ้า
เรียกความสนใจของจื๋อออกจากเพื่อนๆทั้งสอง
“
แฮ่กๆ . . ผมจะล่อมันเอง ห้ามตามมาเด็ดขาดนะครับพิณ
”
“
จะบ้าเหรอนายข่า ! นายอยากจะตายมากรึไง
ยะ! ”
ข่าพยายามเพิ่มโอกาสอันน้อยนิดให้ผิงและพิณรอดชีวิตต่อไป
ทันใดนั้น!!
เงาสีดำผงาดฟ้าตะปบรวบร่างของข่าลงไปนอนกับพื้นลบความหวังสุดท้ายจนหมดสิ้น
ผิงและพิณสะดุ้งเฮือก! เจ้าเงาดำใหญ่โตนี้เองที่เป็นเจ้าของเสียงเหยียบย่ำพื้นหญ้าและความตายของเหล่าทหาร
“
ม. .ไม่จริง. .. นั่นมัน ราตรี. .”
edit @ 25 Dec 2007 01:10:33 by วัชชี่